เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงรายละเอียดกรณียื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ขอให้ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคมซุกหุ้น
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในปี 2565 โดยชี้ให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยาม แม้จะมีการขายหุ้นออกไปในปี 2561 แต่ยังมีการบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย ชนะการประกวดราคาโครงการจัดซื้อจัดจ้างกระทรวงคมนาคมในยุคที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี มีการให้นาย ศ. ยืมเงินจำนวนมาก และเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ ก็มีต้นทางเงินมาจากนายศักดิ์สยาม จึงเป็นที่มาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้นได้เข้าชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช. วินิจฉัย
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง ตนมี 3 ข้อสงสัยพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.เอกสารการแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา กล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยอ้างถึงแค่การถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเท่านั้น แต่ไม่กล่าวถึงเรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการ คือนายศักดิ์สยามกู้ยืม ที่ปรากฏอยู่จนถึง ธ.ค. 2562 จำนวน 28 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าเอกสารที่ หจก. ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไปและได้รับคำตอบกลับมาว่า ให้คงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือในเมื่อเอกสารของ ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้นแล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก. แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่ แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร
2.ในเอกสารชี้แจงของ ป.ป.ช. ได้กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ป.ป.ช. บอกว่าการที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก.ดังกล่าว ไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หจก.ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุไว้ว่า เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานรัฐนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับไม่เกินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด หากตีความตามกฎหมายข้อนี้คือแค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว 2.ป.ป.ช.ระบุว่าไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรมว.คมนาคม ไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี ตนมองว่าการตีความในลักษณะนี้มีปัญหาแน่นอน ซึ่งตนเจอเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช.ทำอินโฟกราฟิกอธิบายมาตรา 126 (2) พบว่ามีความแตกต่างจากกรณีของนายศักดิ์สยามคือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่า นายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) แม้แต่นิดเดียว
“ป.ป.ช.บอกว่าการเป็นรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะการตั้งงบประมาณของส่วนราชการ แต่ในเอกสารฉบับดังกล่าว ป.ป.ช. บอกว่าคนที่ในเอกสารยกตัวอย่างคือนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารกระทรวงคมนาคม ผ่านรมว.คมนาคม ถือว่ามีความผิด ขณะที่นายศักดิ์สยามเป็นรมว.คมนาคมในขณะนั้น และอาจถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเอง ป.ป.ช. กลับตีความว่านายศักดิ์สยามไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปเป็นคู่สัญญาของรัฐกับห้างหุ้นส่วนแห่งนี้ นี่จึงเป็นปัญหาที่ผมอยากตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานไหนในการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายปกรวุฒิ กล่าวต่อว่า 3.นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องก็ไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับป.ป.ช.แม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้องและไม่มีการยุติเรื่องหรือคำร้องใดๆ นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด เป็นปัญหาความโปร่งใสที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะ รวมถึงตนเองทราบในกระบวนการไต่สวน รวมถึงผล

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับข้อพิรุธที่เราสังเกตเห็นว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยามแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดย ป.ป.ช. แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลักคือ เส้นทางที่หนึ่งตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะมีการยุติการตรวจสอบในเดือน ก.ย. 2568 เส้นทางที่สองคือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และยุติการตรวจสอบในเดือน ก.พ. 2569
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบพบว่า การตรวจบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมาย ป.ป.ช. นั้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการตรวจสอบแบบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งระเบียบระบุไว้ชัดว่า ป.ป.ช.จะตรวจสอบหากมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการซุกซ่อนหุ้น หรือถือครองทรัพย์สินแทนกัน หากมีการนิยามเช่นนี้และนำมาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนเชื่อว่าสังคมมองว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช. ควรต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการซุกหุ้น หรือการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่สิ่งที่เราค้นพบคือ ป.ป.ช. ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ป.ป.ช. ตรวจสอบเพียงแค่ระดับหนึ่งและระดับสอง พวกตนจึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ป.ป.ช. จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก เป็นเพราะใครไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นทางที่สอง ก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ป.ป.ช.ต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช.สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แต่หาก ป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค้นพบว่ามีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่เมื่อนำระเบียบนี้มาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนคิดว่าสังคมคงมองเห็นไม่ต่างกันว่ากรณีนี้มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราค้นพบคือหลังจากที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วกลับมีข้อสรุปว่าคดีดังกล่าวนั้น มีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบยกคำร้อง และไม่ดำเนินการในการไต่สวน รวมถึงนายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้ง ในแถลงการณ์ของ ป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฏว่าเคยมีการตรวจสอบเรื่องของนิติกรรมอำพรางถึงข้อมูลที่เราตั้งข้อสงสัย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ตนจึงมีคำถามว่าทำไม ป.ป.ช.จึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน เป็นเพราะใครเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอให้มีการดำเนินการไต่สวน หรือส่งเรื่องไปแล้วแต่คณะกรรมการป.ป.ช. ไม่ตัดสินใจให้อนุมัติการไต่สวน สำหรับข้อสงสัยที่หนึ่งนั้น พวกตนถือว่า ป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัยหรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้ และเรามองว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช.ควรจะใช้ในการวินิจฉัยโดยสรุปว่ามีพฤติการณ์ในการซุกหุ้น และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ เราก็ไม่เคยเห็น และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็น ป.ป.ช.วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยเรื่องความผิดการจูงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ที่ ป.ป.ช. ก็วินิจฉัยว่าไม่ผิด เพราะหากนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ก็ถือว่านายศักดิ์สยามมีความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่ามีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และใช้อำนาจในการแทรกแซงเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานหรือไม่
“จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผล ป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยามหรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช.คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้น ป.ป.ช. คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวและกระทำความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126” นายพริษฐ์ กล่าว.



