สวัสดีวันหยุดพบสารพันสาระยานยนต์ไปกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย ในวันนี้จะเป็นเรื่องราวของรถใหม่ที่จ่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายเดือนนี้ นั่นก็คือ รถจากค่าย “เชอรี” ที่มีชื่อว่า “คิว” (Q)

            แน่นอนว่าถ้าท่านเป็นคนที่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษอยู่บ้างน่าจะพอสังเกตได้ว่า คำว่า Q ที่ออกเสียงว่า “คิว” นี้มันพ้องเสียงกับคำว่า “Cute” หรือ คิวท์ ที่แปลว่า “น่ารัก” ซึ่งเมื่อได้เห็นตัวจริงก็ต้องบอกว่า “ใช่เลย” รถคันนี้มันน่ารัก โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่โค้งมน แบบโมเดิร์นดีไซน์ แถมคว้ารางวัลการออกแบบอันทรงเกียรติจากประเทศเยอรมนี “เรดดอท ดีไซน์ อวอร์ด” (Red Dot Design Award) ประจำปี 2026 มาได้อย่างน่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่รถสวยแต่รูป จูบไม่หอม แน่นอน!

            เชอรี คิว นั้นได้ถูกนำมาเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการกันไปแล้วในช่วงงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการคาดเดาราคากันว่า จะมีราคาราว 4 แสนกว่าบาท โดยมีขนาดสัดส่วนตัวรถเหมาะเจาะกับการใช้งานในเมือง นั่นก็คือเป็นรถในกลุ่ม B เซ็กเมนต์ มีความยาวฐานล้อเท่ากับรถยอดนิยมอย่าง BYD ดอลฟิน เป๊ะ! ที่ 2,700 มม. แต่สั้นกว่า 4 นิ้วคือยาว 4,195 มม. ในขณะที่ดอลฟินนั้นยาว 4,290 มม. แต่ Q นั้นกว้างกว่าพอสมควรคือกว้าง 1,811 มม. ส่วนดอลฟินกว้างแค่ 1,770 มม. ส่วนความสูงนั้นสูสีกันคือ 1,574 กับ 1,570 มม. เรียกว่า Q นั้นสั้น แต่กว้าง ทำให้ห้องโดยสารดูโปร่ง แต่ถึงจะสั้นแต่พื้นที่วางขาไม่ต่างกันเพราะความยาวฐานล้อเท่าๆกัน แต่จะรถสั้นกว่า ทำให้เสียเปรียบด้านพื้นที่สัมภาระด้านท้ายเล็กน้อยนั่นเอง

            ด้านสมรรถนะนั้น รถเชอรี Q นั้นหากจะเทียบกับ BYD ดอลฟิน ก็ต้องเทียบเป็นรุ่นระยะวิ่งมาตรฐาน เราจะพบว่าแนวคิดการออกแบบของรถนั้นต่างกัน คือในขณะที่ BYD เป็นรถไฟฟ้าล้วนระบบขับเคลื่อนล้อหน้า มีกำลัง 95 แรงม้าแต่มีแรงบิดสูงถึง 180 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่แบบ LFP ความจุ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่เชอรี Q นั้นเลือกที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ที่มาพร้อมมอเตอร์ที่มีกำลังสูงถึง 122 แรงม้ากับแรงบิดสูงสุดเพียง 115 นิวตันเมตร จับคู่กับแบตเตอรี่แบบ LFP เช่นกันมี ความจุ 42 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางวิ่งราว 400 กิโลเมตร

            จากการอ่านสเปคก็สามารถคาดเดาได้ทันทีว่า BYD จะได้เปรียบเรื่องระยะทางวิ่งเล็กน้อย จากแบตเตอรี่ที่ใหญ่กว่าของเชอรี ราว 25% แต่เชอรี ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังจะได้เปรียบเรื่องฟีลลิ่งการขับขี่ที่สนุกสนานจากการวางมอเตอร์ขับหลัง แถมด้วยยังมาพร้อมกับช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบ มัลติลิงค์ (Multil-ink) ที่ช่วยในการเกาะถนนผสมผสานกับการที่มีตัวรถกว้างกว่า และมีพวงมาลัยที่ไม่ต้องรับภาระการขับเคลื่อน ทำให้น่าจะทำวงเลี้ยวได้แคบกว่าอีกด้วย แต่ในด้านพละกำลังนั้นถึงแม้เชอรี จะมีแรงม้ามากกว่า แต่ BYD ก็สวนกลับด้วยมอเตอร์ที่มีแรงบิดเหนือชั้น แต่การที่มีแรงบิดสูงแต่ส่งกำลังลงสู่ล้อหน้า อาจจะส่งกำลังลงพื้นได้ไม่ดีเท่ากับของเชอรีที่ขับเคลื่อนล้อหลัง เรียกว่ามีจุดเด่นจุดด้อยกันคนละแบบ

            ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่นั้น ก็จัดมาเต็ม โดยในประเทศจีนนั้นมีระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ฟอลคอน 500 (Falcon 500) ที่ใช้ เรดาร์อัลตราโซนิค 12 จุด และกล้องรอบคัน 4 ตัว ทำงานร่วมกับชิพประมวลผลชั้นสูง รองรับระบบนำทางกึ่งอัตโนมัติ ทั้งบนทางหลวง และเขตเมือง ที่ทำให้รถสามารถเปลี่ยนเลน เข้า-ออก ทางแยกได้โดยอัตโนมัติ และยังสามารถจดจำเส้นทางที่ใช้บ่อยได้สูงสุด 20 เส้นทาง เพื่อช่วยให้ขับขี่แบบกึ่งอัตโนมัติในเส้นทางเดิมที่คุ้นเคยได้ นอกจากนั้นยังรองรับการจอดรถอัตโนมัติกว่า 100 รูปแบบ ไม่ว่าจะจอดขนาน จอดเข้าซอง จอดเฉียง หรือจอดในพื้นที่แคบ ได้อีกด้วย

 นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ “ไมโครโฟน” เอาไว้สื่อสารกับคนนอกรถได้ งานนี้คนปากแซ่บ คันปากยิบๆ ถูกใจสิ่งนี้ เรียกได้ว่าในราคาหลักสี่แสนไปถึง ห้าแสนต้น น่าจะต้องทำให้ค่ายรถไฟฟ้าอื่น มีสะเทือนอย่างแน่นอน!