นายศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโส สํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ เอ็ตด้า เปิดเผยว่า แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565-2570) ยุทธศาสตร์ที่ 1 ได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรมการใช้เอไอ (เอไอ โกเวอแนนซ์) เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่อาจส่งผลกระทบมากมาย โดยจะมีการทำความเข้าใจกับผู้นำองค์กรต่างๆ ให้ตะหนักและมีองค์ความรู้ เรื่องความเสี่ยง โดยจะมีการออกแนวทางปฏิบัติหรือไกดไลน์ เพื่อให้มีการใช้เอไอ อย่างมีธรรมาภิบาล
“ในปีนี้จะมีการผลักดัน ธรรมาภิบาล เอไอ ในด้านสาธารณสุขก่อน เช่น การแชร์ดาต้าระหว่างหน่วยงาน ต้องให้ความสำคัญในเรื่อง ก.ม.พีดีพีเอ ด้วย ซึ่งมีผลบังคับแล้ว รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ และหากจะมีการนำเอไอมาช่วยในการวินิจฉัยโรค ทำได้มากน้อยแค่ไหน และสุดท้ายจำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจวินิจฉัยสุดท้าย ฯลฯ และเอ็ตด้ากำลังศึกษา ถ้ามี ก.ม. ที่ไม่เอื้อต่อการใช้ จำเป็นต้องออก ก.ม. ใหม่หรือไม่ เพื่อลดข้อจำกัดการใช้เอไอ รวมถึงการทำทดลองแซนด์บ็อกซ์ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบวงกว้าง”

ด้านนายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า ภายใต้แผนฯ จะมีกระทรวงดีอีเอส และ กระทรวง อว. ร่วมกันผลักดัน โดยระยะที่ 1 ให้เกิดการใช้งานจริง 3 ส่วน คือ การเกษตร การแพทย์ และบริการภาครัฐ โดยการแพทย์ได้เริ่มโครงการแล้ว คือ เอไอ ดาต้า แชร์ริ่ง นำข้อมูลด้านการแพทย์มารวมกันแล้วเปิดให้โรงพยาบาลต่างๆ นำไปใช้ในการพัฒนาเอไอ ซึ่งกรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานหลัก ในการดูแลเรื่องดาต้า และการให้บริการเอไอในโรงพยาบาลเครือข่ายทั้งหมด
ส่วนภาคการเกษตร จะมีการต่อยอดจากข้อมูลเกษตรขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นำข้อมูลเกษตรกรและข้อมูลคนจน ใช้ในการวางแผนเยียวยาเกษตรกรประจำปี ต่อไปจะมีการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ที่เก็บจากหลายกระทรวง ทำการวิเคราะห์ว่าจะเยียวยาเกษตรกรในรูปแบบใดบ้างในทุกๆ ปี และบริการภาครัฐ จะมีพัฒนาฐานข้อมูลคนจน ให้กับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยนำเอไอเข้ามาใช้ในการวิเคราะห์ สามารถชี้เป้าคนจนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอีกส่วนคือการทำพัฒนาแชทบอตบริการภาครัฐ เป็นภาษาไทย.



