เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วไนี้ตนได้ร่วมบรรยายพิเศษ หัวข้อ “การต่อยอด Active Learning ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียน” ในการประชุมสัมมนาทางวิชาการของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2566 โดยมีผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวนกว่า 2,000 คน ร่วมการประชุม ณ โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นสมาชิกของสมาคมได้เข้าใจถึงความเป็นผู้บริหารแบบมืออาชีพ เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของแนวทางการปฏิบัติสู่การบริหารได้อย่างมืออาชีพ และมีความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ บทเรียนความสำเร็จให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง
.
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า ผู้บริหารยุคใหม่ต้องบริหารงานเชิงประจักษ์ พานำ พาทำ พาคิด รู้จริง ชัดเจนเป็นผู้นำทางวิชาการ ต้องร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา โดยสิ่งที่สำคัญคือการนำรูปแบบการเรียนรู้ Active Learning เข้ามาทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนและเกิดความยั่งยืนจากประสบการณ์ที่ได้รับ สามารถดึงเอาองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตนเองได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เมื่อได้มีการบูรณาการแหล่งเรียนรู้เป็นห้องเรียนรวมรายวิชา และบูรณาการตัวชี้วัด เพื่อลดความซ้ำซ้อนของชั่วโมงเรียน ได้ใช้ทั้งแหล่งเรียนรู้ นักเรียนมีเวลาเหลือสามารถเลือกทำกิจกรรมตามความถนัดและสนใจ โดยไม่กระทบกับชั่วโมงเรียนอื่นๆ
.
ปัจจุบัน สพฐ. ได้ดำเนินงานจัดกลุ่มตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็น 2 กลุ่มคือ ตัวชี้วัดองค์รวม จำนวน 771 ตัวชี้วัด และตัวชี้วัดองค์ประกอบย่อย จำนวน 1,285 ตัวชี้วัด โดยมุ่งเน้นต้องการลดภาระของคุณครูและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน ซึ่งโดยภาพรวมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครบทุกตัวชี้วัดแต่จะวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินผลในตัวชี้วัดองค์รวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยองค์ประกอบย่อยทั้ง 1,285 ตัวชี้วัด เมื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรดำเนินการจนสำเร็จแล้ว เด็กนักเรียนจะได้เรียนรู้ครบทั้งหมดตรงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 รวม 2,056 ตัวชี้วัด ซึ่งในการดำเนินการจัดการเรียนรู้ เราต้องปรับรูปแบบและวิธีการของการจัดการเรียนรู้ให้หลากหลาย ตอบสนองต่อความต้องการและศักยภาพของนักเรียนเป็นสำคัญ เสริมให้นักเรียนของเรามีศักยภาพที่สูงขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับมัธยมศึกษา ถือว่าเป็นระดับที่มีความพร้อมในการก้าวสู่ความเป็นสากล เรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะให้รอบด้านพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก
.
“ทั้งนี้ นักเรียนเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ การปลูกฝัง บ่มเพาะ ในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม และการพานักเรียนไปให้ถึงเป้าหมายของหลักสูตรฯ เป็นบทบาทหน้าที่ของเราทุกคน ขอให้ทุกท่านร่วมมือกันอย่างแข็งขัน ในการยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้สูงขึ้นตามศักยภาพและความสนใจ มีสมรรถนะ ความสามารถ คุณลักษณะของการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เพื่อพัฒนาประเทศต่อไป ดังนั้น หน้าที่ของเราคือการสร้างนักเรียนที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญ เราทุกคนต่างมีบทบาทในการฟูมฟัก บ่มเพาะ สร้างชีวิตและจิตใจให้เด็กแต่ละคนสามารถเติบโตขึ้นไปได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลทำให้สังคมไทยในอนาคตมีความเข้มแข็งและยั่งยืน เราต้องหาทุกวิถีทางในการสร้างเครือข่ายทางการศึกษาที่มีคุณภาพและทำตามหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ที่สุด ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จของเด็กไทยในปัจจุบัน อาทิ การคิด วิเคราะห์ แยกแยะเป็น สามารถสื่อสารเชิงบวกให้กับสังคมของประเทศไทย และภาพของเด็กไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก เกิดขึ้นได้เพราะความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเราทุกคน” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว