สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐ ระบุในคำฟ้องว่า สเปซเอ็กซ์ เลือกปฏิบัติต่อผู้สมัครงานเหล่านี้เป็นประจำ ระหว่างปี 2561-2565 ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองของประเทศ

นอกจากนี้ มัสก์ กับเจ้าหน้าที่สเปซเอ็กซ์คนอื่น ๆ ยังกล่าวอ้างอย่างเป็นเท็จว่า บริษัทได้รับอนุญาตให้จ้างเฉพาะพลเมืองสหรัฐ และผู้พำนักถาวรเท่านั้น ตามกฎหมายควบคุมการส่งออก ที่กำกับดูแลการถ่ายทอดเทคโนโลยีละเอียดอ่อน ทั้งที่ในความเป็นจริง กฎหมายดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้สเปซเอ็กซ์ จ้างผู้สมัครงานที่เป็นผู้ลี้ภัย หรือผู้ขอลี้ภัยในสหรัฐแต่อย่างใด

“ภายใต้กฎหมายเหล่านี้ บริษัทต่าง ๆ เช่นเดียวกับสเปซเอ็กซ์ สามารถจ้างผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย ในลักษณะเดียวกับที่พวกเขาจ้างพลเมืองสหรัฐ และผู้พำนักถาวรตามกฎหมายได้ และเมื่อดำเนินการว่าจ้างแล้ว ผู้ลี้ภัยกับผู้ขอลี้ภัยสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาที่เกี่ยวกับการควบคุมการส่งออก โดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติเพิ่มเติมจากรัฐบาล” กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ระบุในคำแถลง

อนึ่ง แผนสิทธิพลเมืองของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เริ่มดำเนินการสอบสวนสเปซเอ็กซ์ เมื่อปี 2563 หลังจากทราบถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการจ้างงานของบริษัท

“จากการการสืบสวนพบว่า สเปซเอ็กซ์ไม่สามารถพิจารณา หรือจ้างผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยอย่างยุติธรรม เพราะสถานะความเป็นพลเมืองของพวกเขา รวมทั้งกำหนดสิ่งที่เทียบเท่ากับการห้ามจ้างงาน โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติของพวกเขา ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง” นางคริสเตน คลาร์ก ผู้ช่วยอัยการสูงสุดของสหรัฐ กล่าวในแถลงการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น คำฟ้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ยังขอให้ผู้พิพากษาศาลปกครอง (administrative judge) สั่งให้สเปซเอ็กซ์ “ยุติและยกเลิก” แนวทางปฏิบัติในการจ้างงานที่ถูกกล่าวหา รวมถึงเสนอให้ดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่ง และเปลี่ยนแปลงนโยบายของบริษัท.

เครดิตภาพ : AFP