วานนี้ (8 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศเผยแพร่รายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับคนไข้หญิงชาวกรีซวัย 58 ปีรายหนึ่งที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์สุดช็อกเมื่อเธอจามเอา “หนอน” ที่มีความยาวเกือบ 1 นิ้วออกมา ต่อมาจึงพบว่าเธอมีการติดเชื้อที่ทางการแพทย์ระบุว่า “ไม่น่าเป็นไปได้ในทางชีววิทยา”

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้ว ขณะที่เธอทำงานอยู่กลางแจ้งท่ามกลางอากาศร้อนแห้งใกล้กับทุ่งเลี้ยงแกะในประเทศกรีซ ข้อมูลจากรายงานทางการแพทย์ระบุว่า คนไข้หญิงรายนี้สังเกตเห็นฝูงแมลงวันจำนวนมากบินว่อนอยู่รอบใบหน้าของเธอ ประมาณหนึ่งสัปดาห์ต่อมาเธอก็เริ่มรู้สึกปวดบริเวณโพรงไซนัส และในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น เธอก็มีอาการไออย่างรุนแรง แต่ไม่มีอาการอื่นใด จนกระทั่งวันที่ 15 ตุลาคม เธอได้จามเอาหนอนตัวหนึ่งออกมาทางจมูก

หลังจากนั้นไม่นาน แพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก ก็ผ่าตัดนำตัวอ่อน 10 ตัว และดักแด้ 1 ตัว ออกจากโพรงไซนัสขนาดใหญ่บริเวณข้างจมูกของเธอ ผลการตรวจดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตที่ถูกนำออกมา ซึ่งตัวหนึ่งมีความยาวเกือบหนึ่งนิ้ว ชี้ว่า พวกมันคือตัวอ่อนของแมลงวันไชจมูกแกะ (Oestrus ovis) ซึ่งมักอาศัยอยู่ในโพรงจมูกของแกะและแพะ แต่ไม่ค่อยพบในมนุษย์

ที่ผ่านมา มีกรณีที่แมลงวันเหล่านี้เข้าไปอาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์อยู่บ้าง โดยพบบ่อยที่สุดบริเวณดวงตา ซึ่งเรียกว่าภาวะติดเชื้อจากหนอนแมลงวันในตา (Ophthalmic myiasis) ตามประวัติของโรค ตัวอ่อนในกรณีเหล่านั้นไม่สามารถพัฒนาเกินระยะตัวอ่อนระยะแรกไปสู่ระยะที่มีรูปร่างคล้ายหนอนตัวเต็มวัยได้ 

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เริ่มมีรายงานพบตัวอ่อนระยะหลังที่เติบโตในคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบุคคลนั้นมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีความผิดปกติจากการบาดเจ็บหรือทางกายวิภาคของโพรงจมูก

ซากหนอนแมลงวันและเปลือกดักแด้ที่แพทย์นำออกจากโพรงไซนัสของผู้ป่วย

กรณีของผู้ป่วยวัย 58 ปีรายนี้มีคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่า “ภาวะติดเชื้อจากหนอนแมลงวันในจมูกชนิด O. ovis พร้อมการกลายเป็นดักแด้” ดูเหมือนผนังกั้นช่องจมูกของผู้ป่วยจะคดมาก ทำให้ตัวอ่อนแมลงผู้บุกรุกไม่โดนดูดเข้าไปในโพรงจมูกและสามารถฝังตัวอยู่ในโพรงไซนัสได้จนกระทั่งเติบโตเข้าสู่ระยะดักแด้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่า “ไม่น่าเป็นไปได้ในทางชีววิทยา” ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดๆ รวมถึงในโฮสต์ตามปกติของพวกมันที่เป็นสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้อง จนกระทั่งมาพบกรณีนี้

โดยปกติแล้ว ตัวอ่อนแมลงวันจะเติบโตและลอกคราบภายในโพรงจมูกของแกะและแพะ และต่อมาจะถูกขับออกมาในดิน ซึ่งพวกมันจะกลายเป็นดักแด้ รายงานอธิบายว่า ตัวอ่อนระยะหลังที่ติดอยู่ในโพรงไซนัสของสัตว์ไม่เคยปรากฏว่าเติบโตจนกลายเป็นดักแด้ แต่พวกมันจะแห้ง กลายเป็นของเหลว หรือกลายเป็นหินปูน ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

โดยทั่วไปแล้ว โพรงไซนัสที่มีสุขภาพดีและทำหน้าที่ได้ตามปกติจะไม่ใช่ที่ที่เหมาะจะให้ตัวอ่อนแมลงวันเหล่านี้ฝังตัวและเติบโต เนื่องจากองค์ประกอบทางชีวภาพบางอย่างสร้างสภาวะที่เป็นอันตรายต่อตัวอ่อนที่จะกลายเป็นดักแด้ เช่น อุณหภูมิหรือความชื้นที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเมือกและแบคทีเรียที่ตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ แพทย์เชื่อว่าผนังกั้นช่องจมูกของผู้ป่วยที่มีลักษณะคดช่วยเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของโพรงไซนัสให้เหมาะสมสำหรับตัวอ่อน 

นักวิจัยยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานที่น่ากังวลกว่าเดิมว่า กรณีของผู้ป่วยหญิงชาวกรีซคนนี้อาจไม่ใช่แค่ความบังเอิญที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายเธอผิดปกติ (ผนังกั้นจมูกคด) เท่านั้น แต่มันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า แมลงวันไชจมูกแกะกำลังวิวัฒนาการตัวเองเพื่อเปลี่ยนมาใช้มนุษย์เป็นโฮสต์แทนสัตว์ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

ที่มา : nypost.com

เครดิตภาพ : cdc.gov