สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ว่า บริษัท “เอเวอร์แกรนด์” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับสองของจีน รายงานผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปีนี้ หรือระหว่างเดือน ม.ค.-มิ.ย. ที่ผ่านมา ขาดทุน 33,000 ล้านหยวน (ราว 161,071.18 ล้านบาท) ลดลงจากสถิติของช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งขาดทุน 66,400 ล้านหยวน (ราว 324,095.94 ล้านบาท)
ขณะที่มูลค่าหนี้สินของบริษัทอยู่ที่เกือบ 328,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.55 ล้านล้านบาท) ลดลงจากเกือบ 340,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.98 ล้านล้านบาท) ซึ่งเคยประกาศเมื่อสิ้นปีที่แล้ว และคิดเป็นประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน
Evergrande: Crisis-hit Chinese property giant reports $4.5bn loss https://t.co/GvPIMlM0vB
— BBC News (World) (@BBCWorld) August 28, 2023
อย่างไรก็ตาม การถือครองเงินสดของกิจการ ณ เวลานี้ มีมูลค่าอยู่ที่เพียง 556 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19,589.83 ล้านบาท) ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับสถิติของปีที่แล้ว ซึ่งปริมาณการถือครองเงินสดของเอเวอร์แกรนด์ อยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 70,467 ล้านบาท)
ทั้งนี้ เอเวอร์แกรนด์ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ เมื่อช่วงกลางเดือนนี้ เพื่อขอรับความคุ้มครองภายใต้มาตรา 15 ของประมวลกฎหมายล้มละลาย ซึ่งครอบคลุมการคุ้มครองบริษัทที่มีสำนักงานอยู่นอกสหรัฐ ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ จากเจ้าหนี้ที่ต้องการยื่นฟ้อง เพื่ออายัดทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ ที่มีอยู่ในสหรัฐ
อนึ่ง การขอรับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายดังกล่าว จะเป็นการขยายขอบเขตความร่วมมือระหว่างศาลของสหรัฐ กับศาลในประเทศอื่น ที่มีขอบเขตอำนาจครอบคลุมการล้มละลายข้ามประเทศ ลูกหนี้ และเจ้าหนี้
วิกฤติเอเวอร์แกรนด์สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ว่าจะกลายเป็น “ฟองสบู่แตก” ในตลาดอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่ง ไชนา เอเวอร์แกรนด์ ครองสัดส่วน 40% ของโครงการบ้านสร้างเสร็จพร้อมอยู่อาศัย และลุกลามเป็นลูกโซ่ไปทั่วโลก เนื่องจากมูลค่ามหาศาลของเศรษฐกิจจีน ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ.
เครดิตภาพ : AFP



