พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช. เตรียมปรับหลักเกณฑ์การประมูล และวิธีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (แพ็กเกจ) ใหม่ เพื่อให้สามารถนำใบอนุญาตชุดที่เหลือที่ยังประมูลไม่ออก ได้แก่ ชุดที่ 1 วงโคจร 50.5 และชุดที่ 5 วงโคจร 142 มาจัดสรรใหม่ให้ได้ เพื่อเป็นการรักษาวงโคจรดาวเทียมที่ได้รับการจัดสรรมาจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู)

โดยเฉพาะในใบอนุญาตชุดที่ 1 ที่มีเงื่อนไขว่า เอกชนที่ได้รับใบอนุญาต จะต้องนำดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในเดือน พ.ย. 2567 ซึ่งการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ อาจจะใช้วิธีประมูลโดยการคัดเลือกคุณสมบัติ โดยไม่เคาะราคา (บิวตี้ คอนเทสต์) และการพ่วงวงโคจรที่สามารถให้บริการในไทยได้ ฯลฯ โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเปิดประมูลได้

“ส่วนตัวมองว่า ความท้าทายในการนำวงโคจรดาวเทียมชุดที่เหลือมาประมูลให้ได้นั้น ต้องมีการจูงใจในรายๆ ประเด็น เพราะชุดที่ 1 และ 5 เป็นวงโคจรอยู่ห่างจากประเทศไทย หากมีผู้ที่ได้วงโคจรไป ต้องไปทำตลาดในต่างประเทศ จึงไม่ได้รับความสนใจ เพราะต้องไปแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างประเทศ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเสนอการปรับหลักเกณฑ์ฯ และราคาเริ่มต้นดังกล่าว ให้ลดลงเพื่อสอดคล้องต่อการแข่งขันในตลาดให้มากขึ้น”

ทั้งนี้ ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5 ข่ายงาน C1, N1 และ P1R และวงโคจร 51E ข่ายงาน 51 ทำตลาดในประเทศแถบอาหรับ และตะวันออกกลาง เป็นวงโคจรสำหรับบรอดแคสต์ราคาเริ่มต้น 374 ล้านบาท และชุดที่ 5 วงโคจร 142E ข่ายงาน G3K และ N5 โคจรอยู่แถบแปซิฟิก ดังนั้นบริการที่สามารถให้บริการได้ จะเป็นบริการดาวเทียมสำหรับเดินเรือราคาเริ่มต้น 189 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับการประมูลวงโคจรดาวเทียมที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาสู่ระบบใบอนุญาต ซึ่ง กสทช. ได้จัดประมูลไปเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 66 โดยขณะนั้น มีผู้ชนะ 2 ราย คือ บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งเป็บริษัทลูกของ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ชนะ 2 ใบอนุญาต คือ ชุดที่ 2 วงโคจร 78.5 ราคา 380 ล้านบาท และชุดที่ 3 วงโคจร 119.5 และวงโคจร 120 ราคา 417 ล้านบาท และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ชุดที่ 4 วงโคจร 126 ในราคา 9 ล้านบาท รวมครั้งนั้น สามารถทำเงินเข้ารัฐทั้งสิ้น 806 ล้านบาท