ที่ หอประชุมสถาบันป้องกันราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา มีการจัดเสวนาครบรอบ 10 ปี แห่งความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ภายใต้หัวข้อ “หนึ่งทศวรรษของหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ร่วมสร้างโชคชะตาร่วมกันเอเชีย-แปซิฟิก” จัดขึ้นโดยศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน และสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อสรุปผลงานภาคปฏิบัติของความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและขยายมุมมองสู่วิสัยทัศน์แห่งอนาคต และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน, สำนักงานวิจัยแห่งชาติ, สถาบันคลังปัญญาเอเชียแปซิฟิก, ศูนย์สื่อสารเอเชียแปซิฟิก, สำนักสารนิเทศต่างประเทศแห่งประเทศจีน, ศูนย์เผยแพร่ความรู้แห่งเอเชียแปซิฟิก, สำนักข่าว The Leader Asia, หนังสือพิมพ์ Bangkok Today พร้อมด้วยองค์กรคลังปัญญาและสื่อมวลชนหลายแขนง

โดยมีแขกผู้มีเกียรติที่รับเชิญเข้าร่วมงานเสวนาประกอบด้วย นายหานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี, ดร.วิรุฬห์ พิชัยวงศ์ภักดี ผอ.ศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน, รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาและนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน, นายยูกิโอะ ฮาโตยามะ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น, นายควอน กีซิก ประธานสมาคมมิตรภาพเมืองเกาหลี-จีน, ผศ.ดร.บัวดำ ผอ.ศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว, ดร.คิน เพียห์ ผอ.สถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ราชบัณฑิตสภาราชอาณาจักรกัมพูชา และดร.แอนโทนี่ ฮาร์ดี นักวิชาการคลังสมองเอเชีย-แปซิฟิก(ประเทศอินโดนีเซีย) รวมถึงสมาชิกสถาบันคลังปัญญา ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน นักธุรกิจและนักศึกษาต่างชาติ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เข้าร่วมงานเสวนาจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ ปี ค.ศ. 2013ท่านสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำเสนอ “ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ประกอบด้วย “แถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม” และ “เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21” จวบจนปัจจุบันได้ครบรอบ 10 ปี นอกจากนี้เมื่อวันที่ 8 พ.ย.65 ที่ผ่านมา ท่านสีจิ้นผิงได้กล่าวปาฐกถาสำคัญในการประชุมผู้นำครั้งที่ 29 เวทีความร่วมมือเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (APEC) ที่กรุงเทพ ภายใต้หัวข้อ “ร่วมมืออย่างสมัครสมานสามัคคี รับผิดชอบอย่างกล้าหาญ สร้างสรรค์ประชาคมร่วมโชคชะตากรรมแห่งเอเชียแปซิฟิก” ซึ่งท่านได้รณรงค์ให้บรรดาประเทศต่างๆ จับมือร่วมกันสร้างสรรค์ “ประชาคมร่วมโชคชะตากรรม” แห่งเอเชียแปซิฟิก นำความเจริญเฟื่องฟูกลับมาสู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 4 ก.ค.66 ท่านสีจิ้นผิงได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งทศวรรษแห่งความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ประเทศจีนเตรียมเป็นเจ้าภาพในการจัดเสวนาระดับสูงในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งที่ 3 ว่าด้วย หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ขอเชิญชวนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์เส้นทางแห่งความผาสุขในระดับทั่วโลกสายนี้ให้มีความกว้างใหญ่และราบรื่นยิ่งขึ้น

ภายใต้สถานการณ์ทั่วโลกที่เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในรอบศตวรรษ ท่านสีจิ้นผิง ได้ใช้ความริเริ่ม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวให้เท่าทันสถานการณ์โลกในเชิงลึก นำมาซึ่งการเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้น ก้าวข้ามอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นภูเขาสูงใหญ่หรือเส้นทางที่เดิมมีความยาวไกล ล้วนถูกก้าวข้ามกลายเป็นทางสะดวก ประเทศที่เคยเป็น Land Lock ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็น Hub แห่งการเชื่อมโยงคมนาคมทางบกและทางน้ำ นำมาซึ่งความภาคภูมิใจอย่างสูงมาสู่ประชาชนหลายๆ ประเทศ นอกจากนั้น การรณรงค์สานประโยชน์ร่วมกันเพื่อคว้าชัยชนะร่วมกัน ทำให้ประเทศต่างๆ ตามแนวเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้พบกับโอกาสใหม่ๆ แห่งการพัฒนา ทำให้ประชาชนที่ในอดีตเคยยากจนข้นแค้น สามารถหลุดพ้นจากความยากจน ก้าวสู่ความมั่งคั่งด้วยความมั่นใจ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวแห่งยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ ทำให้มวลมนุษยชาติมองเห็นอนาคตอันสดใส

“หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จึงกลายเป็นผลิตภัณฑ์สาธารณะในระดับทั่วโลกที่ได้รับการตอบรับและต้อนรับอย่างดีจากสังคมสากล ประเทศจีนได้อุทิศภูมิปัญญาแห่งการพัฒนา สร้างคุณูปการสู่สังคมโลก นำมาซึ่งแนวคิดใหม่ในการพัฒนาชาติในเอเชียแปซิฟิก ก่อเกิดเส้นทางคมนาคมขนส่งใหม่ๆ เช่นเส้นทางรถไฟจีน-ลาว เส้นทางรถไฟจากาตา-บันดุง และช่วยให้รถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของจีนก้าวเข้าสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่สำคัญ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ได้สร้างสรรค์ ประชาคมแห่งโชคชะตากรรมร่วมกันในเอเชียแปซิฟิก,ประชาคมแห่งโชคชะตากรรมร่วมกัน ไทย-จีน และประชาคมแห่งโชคชะตากรรมร่วมกัน จีน-ลาว” ฯลฯ

นายหานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผลสำเร็จของ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ได้หลอมรวมจิตวิญญาณแห่งหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง สรุปประสบการณ์ภาคปฏิบัติและวิเคราะห์วิสัยทัศน์แห่งอนาคต ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ได้พัฒนาจากพิมพ์เขียวมาเป็นผลงานที่จับต้องได้ และกลายเป็นผลิตภัณฑ์สาธารณะที่ได้รับการตอบรับด้วยความยินดีสูงสุดในระดับโลก รวมถึงกลายเป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือระดับสากลที่ใหญ่ที่สุด นำมาซึ่งการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมด้วยประโยชน์อย่างแท้จริงในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน เป็นผลสำเร็จที่ประจักษ์ชัด นอกจากนั้น ยังส่งเสริมให้เกิดการประสานงานสร้างความเข้าใจตรงกันในภาครัฐผู้กำหนดนโยบายของชาติ ขับเคลื่อนความร่วมมือในการสร้างความเชื่อมโยงอันเป็นผลสำเร็จที่สำคัญ กระตุ้นความสัมพันธ์ทางการค้าและเชื่อมประสานแหล่งทุน สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันในระดับประชาชนอันนำมาซึ่งความผาสุข

“หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เป็นผลสำเร็จที่ประเทศต่างๆ ล้วนตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งยังนำมาเสริมกระตุ้นการพัฒนาของประเทศชาติ ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของ หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ที่มุ่งรณรงค์สร้างความร่วมมือแบบ คว้าชัยชนะร่วมกัน เพื่อสร้างสรรค์ประชาคมแห่งโชคชะตาร่วมกันแห่งมวลมนุษยชาติ ซึ่งในอนาคต ประเทศจีนจะยังคงยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาเช่นนี้อย่างต่อเนื่องและมีความสม่ำเสมอ เน้นการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทำให้หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกลายเป็นเส้นทางแห่งความผาสุข และหวังว่าทุกฝ่ายจะยังคงยึดถือฉันทามติ ขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีคุณภาพ ขจัดอุปสรรคและคลื่นรบกวนต่างๆ จากภายนอก ช่วยกันสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ให้กลายเป็นแถบสายแห่งความผาสุข ต่อไป และร่วมกันอัดฉีดพลังขับเคลื่อนการพัฒนามนุษยชาติสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภายใต้หัวข้อ “เอเชีย-แปซิฟิกจับมือกับหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” มุ่งสู่ความเจริญรุ่งเรือง

นายยูคิโอะ ฮาโตยามะ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า ปัจจุบันมีประเทศและองค์กรระหว่างประเทศรวมแล้วกว่า 100 ประเทศและองค์กรลงนามเข้าเป็นภาคีความร่วมมือหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งทำให้ความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” มีบทบาทเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ในระดับโลก สนับสนุนให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างอารยธรรมต่างๆ นำมาซึ่งพลังขับเคลื่อนการพัฒนาของอารยธรรมแห่งมนุษยชาติ จึงเชื่อได้ว่าความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ ได้พัฒนาสู่ความเจริญรุ่งเรือง

นายควอน กีซิก ประธานสมาคมมิตรภาพเมืองเกาหลี-จีนกล่าวว่า ในยุคสมัยใหม่ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จะเป็นพลังขับเคลื่อนใหม่ที่ช่วยให้ประเทศต่างๆ ได้รับการฟื้นฟูศักยภาพแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ดร.วิรุฬห์ พิชัยวงศ์ภักดี ผอ.ศูนย์วิจัยหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไทย-จีน กล่าวว่า จากการพัฒนาของประวัติศาสตร์และความเจริญทางอารยธรรม มนุษยชาติไม่อาจตัดขาดจากแนวความคิดชั้นนำในการขับเคลื่อนการพัฒนาก้าวหน้า ซึ่งคติแนวคิดของท่านสีจิ้นผิงได้เปลี่ยนแปลงโลกอย่างใหญ่หลวง ท่านสีจิ้นผิงในฐานะประธานประเทศจีนได้นำเอาความคาดหวังของประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มุ่งแสวงหาวิถีชีวิตอันดีงาม มาสร้างขึ้นเป็นพันธกิจการเสาะแสวงหาของตน ซึ่งสามารถให้คำตอบต่อประเด็นปุจฉาแห่งยุคสมัย ท่านยังใช้ความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ความริเริ่มการพัฒนาในระดับทั่วโลกและคติเชิงทฤษฎีในการสร้างประชาคมร่วมโชคชะตากรรมแห่งมวลมนุษยชาติ มาชี้ทางสว่างให้กับการพัฒนาของสังคมมนุษยชาติ โดยท่านสีจิ้นผิงในฐานะประธานประเทศจีน ได้นำเสนอความริเริ่ม “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ในปี ค.ศ. 2013 โดยมีเนื้อหามุ่งสร้างความอะลุ้มอล่วยเพื่อสานประโยชน์อย่างถ้วนหน้า มุ่งเอื้อเฟื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันนำไปสู่การคว้าชัยชนะร่วมกัน เป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่สามารถนำไปสู่การทลายกรอบข้อจำกัดแห่งเกมผลรวมเป็นศูนย์ (Zero Sum game) ช่วยให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาสร้างเครือข่ายแห่งความเชื่อมโยงซึ่งกันและกันที่แน่นแฟ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศที่กำลังพัฒนา เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการหลักธรรมภิบาลทั่วโลก

ส่วนนายพิริยะ เข็มพล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนกล่าวว่า หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้สนับสนุนให้ภาคส่วนเศรษฐกิจการค้า การศึกษาและวัฒนธรรมระหว่างไทย-จีน เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้างหลักประกันให้ก่อเกิดประชาคมร่วมโชคชะตากรรมไทย-จีนที่มีความมั่นคง เสถียรภาพและยั่งยืน

รศ.ดร.บัวดำ แสงคำคุดลาวงษ์ ผอ.ศูนย์เอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว กล่าวว่า หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ทำให้ประเทศจีนเชื่อมโยงเข้ากับประเทศลาว โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟจีน-ลาวที่ช่วยให้ภาคการคมนาคมขนส่ง ระบบโลจิสติกและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศลาวเกิดการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และกำลังจะเชื่อมเข้ากับระบบรถไฟของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ จะก่อเกิดเส้นทางสายทองคำที่เชื่อมโยงพื้นที่ทางบกของทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน เส้นทางรถไฟสายนี้จะสร้างคุณูปการอย่างสูงต่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจของทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งไม่เพียงแต่ประเทศลาวเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นเส้นทางแห่งความภาคภูมิใจสำหรับประเทศลาว ยังจะยกระดับฐานะประเทศลาวจากเดิมที่เป็นพื้นที่ Land Lock กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญหรือ Hub ในระดับเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศลาวเกิดการเจริญก้าวหน้าในทุกๆ มิติฃ

ดร.คิน เพียห์ ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ราชบัณฑิตสภาราชอาณาจักรกัมพูชาได้กล่าวว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ได้เสริมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศจีน ทำให้ประเทศกัมพูชาได้รับโอกาสใหม่ๆ อันทรงคุณค่าในการพัฒนาต่อไป ถือเป็นความริเริ่มแห่งวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทความต้องการของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นประเทศกัมพูชาจึงพร้อมที่จะจับมือกับประเทศจีนต่อไป เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่องในอีก 10 ปีข้างหน้า
นายหม่าไห่หยาง ผจก.ใหญ่ฝ่ายการตลาดบริษัท GAC AION (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถยนต์พลังงานใหม่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการก้าวหน้าสู่ความทันสมัยของประเทศจีน ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสใหม่สำหรับประเทศต่างๆ ตามแนวเส้นทางหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งผู้ประกอบการรถยนต์พลังงานใหม่ของประเทศจีนพร้อมที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามเส้นทางสายไหม นำผลสำเร็จในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ของประเทศจีนมาร่วมแบ่งปันกับประเทศต่างๆ บนแถบสายเส้นทาง เพื่อสร้างประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ


ดร.แอนโทนี่ ฮาร์ดี นักวิชาการคลังสมองเอเชีย-แปซิฟิก(ประเทศอินโดนีเซีย) กล่าวว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูง จากาต้า-บันดุง จะเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงมาตรฐานประเทศจีนสายแรกที่เปิดเดินรถอย่างเต็มรูปแบบในภูมิภาคนี้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพการพัฒนาภาคคมนาคมขนส่งของประเทศอินโดนีเซีย สร้างความเชื่อมโยงและเสริมพลังขับเคลื่อนการพัฒนาสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิก
นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า 10 ปีแรกในการขับเคลื่อนภาคปฏิบัติแห่งความริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ได้ดึงดูดนักลงทุนชาวจีนมากมายเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย และช่วยให้สินค้าเกษตรของประเทศไทยส่งเข้าไปจำหน่ายในประเทศจีนอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” จะช่วยเสริมสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาคให้เกิดความแข็งแกร่งแน่นแฟ้น อันจะทำให้ภาคการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมีความสะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในการเสวนา ยังมีแขกผู้มีเกียรติอีกหลายท่านที่ได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นช่วงปาฐกถาพิเศษและสัมมนาโต๊ะกลม เช่น พล.อ. สุรสิทธ์ ถนัดทาง ผอ.ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน , คณาจารย์และผู้แทนนักศึกษาจีนจาก ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เข้าร่วมการเสวนา พร้อมทั้งได้มอบผลงานจิตรกรรมออกแบบของนักศึกษา ให้กับ นายหานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย เป็นภาพจิตรกรรมที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมสาขาการออกแบบระดับสากลภายใต้ความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขงประจำปี 2022 อันเป็นสัญลักษณ์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันข้ามอารยธรรม เพื่อร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่มีความหลากหลาย.