เมื่อวันที่ 17 ก.ย. นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของพม.ที่จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนก.ย.นี้ ว่า จะต้องหารือกับนายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดพม.ถึงการพิจารณาผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่จะว่างลง ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาก็จะเน้นคนที่เหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่นั้น ๆ โดยควรพิจารณาให้ได้ก่อนที่ผู้บริหารคนเดิมจะเกษียณฯ จะพยายามทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มที่ เนื่องจากตนเข้ามาจนถึงขณะนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียง 10 กว่าวันเท่านั้น จะพยายามดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้การบริหารจัดการงานในแต่ละหน่วยงานจะได้ไม่สะดุด

เมื่อถามถึงการเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งรมว.พม.จะเป็นข้อจำกัดเนื่องจากเป็นมือใหม่ในการพิจารณาบุคคลหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ แม้ตนเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง แต่ก็ขอให้ทุกคนทำงานตามตนให้ทันก็แล้วกัน เพราะตนบ้านไกลเวลาน้อย “ผมทำงานเหมือนว่าพรุ่งนี้ผมจะโดนปรับออกจากกระทรวงพม. ฉะนั้นต้องช่วยผมทำงานก่อน”

ทั้งนี้ ผู้บริหารพม.ระดับ 10 ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2566 ประกอบด้วย น.ส.อังคณา ใจกิจสุวรรณ รองปลัดพม. น.ส.สราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) นางจินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.)  และน.ส.อุไร เล็กน้อย ผู้ตรวจราชการพม.

นายวราวุธ ยังกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ตนจะแถลงนโยบายการดำเนินงานพร้อมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารและข้าราชการพม.ภายใต้แนวคิด “พม. พอใจ : ให้ทุกวัย พึงใจในพม.” พร้อมทำงานเพื่อสร้างสังคมไทยให้ดีกว่า โดยจะมีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กกระทรวงเผยแพร่ไปยังหน่วยงานพม.ทุกระดับทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทุกพื้นที่ รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมรับฟังด้วย อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของพม.นั้น ตนไม่อยากให้่มองเป็นกระทรวงที่ให้การสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว เพราะการสงเคราะห์แปลว่าผู้คนไม่มีศักยภาพแล้ว แต่ความจริงคนไทยไม่ว่าจะเพศใด วัยใด สถานะใด ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ผู้สูงอายุ ทุกคนล้วนมีศักยภาพมากมายอยู่ในตัวเอง ภารกิจหน้าที่ของพม.คือการดึงศักยภาพของคนเหล่านั้นออกมา ให้แต่ละคนได้รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าและมีส่วนสำคัญในการมีส่วนร่วมผลักดันให้สังคมไทยเดินไปข้างหน้าไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด และทำให้ทุกคนเป็นทรัพยากรบุคลลที่สำคัญของสังคม แต่การจะดำเนินการเช่นนั้นได้ ทุกหน่วยงานในพม.เองก็จะต้องทำงานในเชิงรุกหรือ proactive ซึ่งงานอาจจะต้องเยอะหน่อย แต่เชื่อว่าไม่เกินกำลังความสามารถของเพื่อนๆ ข้าราชการพม. แน่นอน.