ไม่ต้องแปลความ หรือถอดรหัสใด เมื่อ บรรดา สว.สำรอง พรรคประชาชน (ปชน.) รวมทั้งที่เห็นต่างจากมติคณะกรรมการการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สั่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. 77 คน รวมทั้งมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยกคำร้อง ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญาแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และผู้มากบารมีอย่าง “นายเนวิน ชิดชอบ” ครูใหญ่แห่งพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งถ้าติดบ่วงในข้อกฎหมาย หากบทสรุปผลตัดสินออกมาในทางลบ จะต้องถูกยื่นยุบพรรค ภท. ตามมาแน่นอน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ (รธน.) กำหนดไว้ว่า ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองยุ่งเกี่ยวกับเลือก สว.
ขณะที่ “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ” หนึ่งใน กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาชี้แจงว่า กรรมการทุกคนแยกแยะได้ ความเห็นไม่ตรงกันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตนเองและ นายชาย นครชัย กกต. เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่เห็นว่าพยานหลักฐานค่อนข้างเชื่อถือได้ เพราะบริบทการกระทำกระจายไปทั่วประเทศ และจุดที่จับได้ไล่ทัน เช่น นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต, หนองบัวลำภู, อุทัยธานี-นครสวรรค์ และสุโขทัย มีการประชุมตามโรงแรมเพื่อทำโพยรวม 12 โพย ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกมีหมายเลขตรงกับในโพยทั้งหมด และผู้ทำโพยก็ถูกลงโทษไปแล้ว ย่อมแสดงว่าการทำโพยเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจเข้าข่ายความผิดอาญาตามมาตรา 77 (1)

“ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นแทรกเลย ทุกคนเป็นสมาชิกหรือเกี่ยวข้องกับพรรค และเมื่อทำโพยเสร็จ ก็สอดคล้องกับพยานที่เคยให้การว่า ในการประชุมพรรคมอบหมายให้ สส. หรือบุคลากรในพื้นที่เป็นคนดำเนินงาน และมีการทำเช่นนั้นจริง ผมไม่ได้เชื่อตัวบุคคลว่าจะน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติ และเกิดขึ้นจริงตามนั้นหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริง มันก็น่าเชื่อถือ” หนึ่งใน กกต. กล่าวและว่า การออกมาพูดเปลี่ยนแปลงมติไม่ได้ เพราะสำนวนในชั้น กกต. จบแล้ว เว้นแต่ในชั้นศาลฎีกา ศาลอาจใช้ดุลพินิจเรียกพยานหลักฐานไปไต่สวนเพิ่มเติม หรือผู้เสียหายยื่นร้องต่อศาลเองเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
ส่วนความเคลื่อนไหวของบรรดา สว.สำรอง “พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว” แกนนำกลุ่ม สว.สํารอง เดินทางมาเพื่อยื่นคำฟ้องต่อศาลฎีกา ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.ไต่สวนคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะมติข้อกล่าวหาที่ 1-3 และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ โดย พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยขอให้เพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต. ว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหา ในข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิด และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบหรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต. ดําเนินการพิจารณา สว. 138 คน ขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่ ส่วนที่ชี้ว่าการทำโพยไม่ผิดนั้น มองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน
ส่วน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต. ว่า พรรคเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อย นำไปรวมเข้าไปในคำร้อง ที่ร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งความเห็นกกต. เสียงข้างน้อย สอดคล้องในสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว. โยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

กระบวนการต่อจากนี้ คงขึ้นอยู่กับ กระบวนการวินิจฉัยของศาลฎีกา ซึ่งถือเป็นบทสรุปใน “คดีฮั้ว สว.” ซึ่งคงต้อง ใช้เวลาพอสมควร จากนี้ไปคงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละฝ่ายจะนำข้อมูลหรือหลักฐานที่สำคัญมาแสดง และมีน้ำหนักมากแค่ไหน ที่จะมีผลต่อคำตัดสินของศาล
แต่ยังมีประเด็นร้อนขึ้นมา และเชื่อมโยงไปถึงฝ่ายที่โจมตีการทำงานของ กกต. โดยจากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ของ “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ปี 2567 พร้อมระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวนที่คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กำลังดำเนินการไต่สวนยังไม่เสร็จสิ้น หรับ 3 สำนวนดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229 คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว. ของ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ

สำหรับเรื่องที่ร้องเรียนการจัดประชุมผู้สมัคร สว. ที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการร้องเรียนเข้ามาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 กลับเป็นไปอย่างล่าช้า ทั้งที่พบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินจัดเลี้ยงอาหาร และค่าสถานที่ให้ โดยผู้สมัคร สว. ไม่ได้เสียค่าใช้จ่าย แม้จะมี สว. บางรายอ้างว่าได้จ่ายเงินเอง ด้วยการหย่อนใส่กล่องหน้าห้องประชุม และซื้ออาหารรับประทานเองก็ตาม แต่ผู้จัดงานกลับไม่ได้ออกมาชี้แจง ซึ่งเข้าข่ายการจัดเลี้ยง อันมีความผิดตามกฎหมายแล้วอย่างชัดเจน ซึ่งหลังจากนี้ กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่ 26 นี้ดำเนินการต่อหรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก “ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก” รองเลขาธิการ กกต. ได้เกษียณอายุราชการในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไป แรงกดดันก็จะพุ่งไป 1.ที่ สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรค ปชน. คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศ และ 3.กลุ่ม สว.อิสระ หากพบว่ากระทำผิดหรือสุ่มเสี่ยง ขัดกับกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์ในการเลือก สว. ก็คงเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเช่นเดียวกัน สำหรับ ประธานคณะก้าวหน้า คือ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ส่วน “ไอลอว์” มี “นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์” เป็นผู้อำนวยการ

ส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงาน กกต. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5 ชั่วโมง โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และคณะมาชี้แจงต่อสภา ทำให้ สส.พรรคฝ่ายค้าน ใช้เวทีนี้หยิบคำวินิจฉัย กกต. ในคดีฮั้ว สว.
“นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็น สว. 26 คน แกนนำ สส. กก.บห.พรรค ภท. 1 คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบ สะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกง สว. ที่ตีกรอบว่า ไม่เกี่ยวกัน 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรค ภท. แต่ทำไมนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. จึงโทรฯ คุยกับ สว. 19 คน 62 ครั้ง ในช่วงเวลา 80 วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.

3. มาตรฐาน กกต. ที่ปี 68 เคยสั่งฟ้องการโกง สว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชตไลน์ของคน 2 คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้อง สว.ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต สิ่งที่ กกต.ต้องทำมี 4 ข้อ คือ 1.ต้องเปิดเผยมติของ กกต. ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ไปที่ศาลฎีกา 3.ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกง สว. ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวน ของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกง สว.มากกว่า 77 คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม
ด้าน “นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ความสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นเกราะกำบังของ กกต. ได้พังทลายลง การซื้อกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) รวมถึงขบวนการฮั้ว สว. ที่มีการใช้ทั้งอิทธิพล อำนาจการเมือง กระบวนการจัดตั้งทางการเมือง และเงิน เข้ามาจัดการ ซึ่ง กกต.ไม่สามารถจัดการได้เลย จนกลายเป็นคดีที่สังคมติดตามมาตลอด 2 ปี และจบลงด้วยความรู้สึกช็อตฟีลของคนทั้งประเทศ คดีฮั้ว สว.ที่วินิจฉัยไป

เป็นการชี้ให้เห็นว่า ในบรรดา กกต.เสียงข้างมาก มี 4 คนที่มาจากการเลือกของ สว.ที่ถูกกล่าวหา ได้ดำเนินการตัดตอน ไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ ขอเรียกร้องให้ กกต. ส่งสำนวนของคณะอนุกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 ให้กับศาลฎีกาทั้งหมด อย่าตัดตอนบางส่วน เหลือเฉพาะแค่ 77 คน เพราะศาลฎีกามีอำนาจเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ ดังนั้นสังคมไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่ กกต. แต่ฝากไว้ที่ศาลฎีกา
เชื่อว่าใน เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคฝ่ายค้านคงนำเรื่อง “ฮั้ว สว.” เพราะหวังเชื่อมโยงกับแกนนำพรรค ภท. และหวังพาดพิงไปถึง ผู้มีบารมีนอกพรรค รวมทั้ง ประเด็นปัญหาในการบริหารของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ความไม่โปร่งใส
ทีมข่าวการเมือง



