สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่านายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) กล่าวว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) มีมติเป็นเอกฉันท์ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนก.ค. 2566 จากระดับ 3.50–3.75% สู่ระดับ 3.75–4.00%
การปรับขึ้นดอกเบี้ยมีขึ้นเนื่องจากเงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ในระดับสูงและยืดเยื้อมานาน โดยเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมีความรับผิดชอบ พร้อมส่งสัญญาณว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
BREAKING: Fed Chair Kevin Warsh says price stability and controlling inflation remain the Fed's top priority behind today's rate hike.
— Bull Theory (@BullTheoryio) September 16, 2026
Here's what he said:
1. A strong labor market, hotter than expected CPI and PPI data, and fresh escalation in the war drove the decision.
2.… pic.twitter.com/rfbZKZEpQY
วอร์ชกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า แม้ผู้บริหารเฟดมีทัศนคติในแง่ดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แต่เงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหา โดยเฟดตั้งเป้าควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับ 2% หรือต่ำกว่า ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐอยู่สูงกว่าเป้าหมายดังกล่าวมานานกว่า 5 ปี
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของประเทศควรอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากสหรัฐมีความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อสูงที่สุดในโลก และวิจารณ์ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประชาชน ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น แต่ผู้ฝากเงินอาจได้รับผลตอบแทนจากเงินออมสูงขึ้น
ทั้งนี้ ภาวะเงินเฟ้อส่งผลให้ค่าครองชีพเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันให้ความสนใจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดค้าส่ง จากสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการหลายประเภทปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



