สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองกอริส ประเทศอาร์เมเนีย เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ว่า ข้อมูลจากรัฐบาลอาร์เมเนียระบุว่า ประชาชนอย่างน้อย 6,650 คน ซึ่งมีเชื้อสายอาร์เมเนีย เดินทางจากเขตนากอร์โน-คาราบัค เดินทางเข้ามาลี้ภัยในประเทศ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการกวาดล้างทางชาติพันธุ์ โดยอาเซอร์ไบจาน ซึ่งกล่าวว่า “จะเคลื่อนย้าย” ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย จากปฏิบัติการทางทหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

ประชาชนในเขตนากอร์โน-คาราบัค อพยพออกจากพื้นที่ โดยเดินทางไปยังอาร์เมเนีย


แม้อาเซอร์ไบจานและอาร์เมเนียปฏิเสธให้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับความสูญเสียทางทหาร ของปฏิบัติการซึ่งหลายฝ่ายกล่าวว่า “นองเลือด” แต่ทางการเขตนากอร์โน-คาราบัค ให้ข้อมูลว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 200 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 400 คน ด้านกองกำลังในพื้นที่ยอมวางอาวุธ ทว่าการสู้รบครั้งนี้เกิดขึ้น หลังกองทัพอาเซอร์ไบจานปิดล้อมเส้นทางคมนาคมหลัก เข้าและออกเขตนากอร์โน-คาราบัค


อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รับรองเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ จากทั้งหมดราว 120,000 คน มีเชื้อสายอาร์เมเนีย


นอกจากนี้ อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเคยทำสงครามครั้งใหญ่ ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ เมื่อปี 2563 ทั้งสองประเทศสูญเสียทหารรวมกันเกือบ 7,000 นาย และรัสเซียเป็นผู้สงบศึก ด้วยการให้ทั้งสองประเทศลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และรัฐบาลมอสโกประจำการทหารรักษาสันติภาพในพื้นที่

ชาวอาร์เมเนียเดินขบวนในกรุงเยเรวาน ขับไล่นายกรัฐมนตรีนิโคล ปาชินเนียน


ด้านประธานาธิบดีอิลฮาม อาลีเยฟ ผู้นำอาเซอร์ไบจาน ยืนยันการปกป้องสิทธิของชาวอาร์เมเนียในเขตนากอร์โน-คาราบัค ส่วนนายนิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย แสดงความไม่พอใจที่ “ไม่ได้รับการปกป้องอย่างเพียงพอ” จากรัสเซีย เรียกเสียงประณามอย่างหนักจากรัฐบาลมอสโก ว่าผู้นำอาร์เมเนีย “ปัดความรับผิดชอบ”.

เครดิตภาพ : AFP