สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่านายซัมเวล ชาครามันยาน ผู้นำสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค ลงนามในเอกสาร ประกาศการยุติการดำเนินงานของสถาบันทั้งหมดในพื้นที่ ภายในวันที่ 1 ม.ค. 2567 ซึ่งหมายความว่า จะเป็น “การสิ้นสุดสถานะ” ของสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค


ขณะที่นายนิโคล ปาชินเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย กล่าวว่า การที่ชาวอาร์เมเนียจำนวนมากยังคงหลั่งไหลอพยพออกจากนากอร์โน-คาราบัค ยิ่งตอกย้ำแผนการของอาเซอร์ไบจาน ที่จะกวาดล้างทางชาติพันธุ์ต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว โดยรายงานของกระทรวงมหาดไทยอาร์เมเนียระบุว่า ชาวนากอร์โน-คาราบัค มากกว่า 78,000 คน หรือเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ อพยพเข้าสู่อาร์เมเนีย


ด้านกระทรวงการต่างประเทศอาเซอร์ไบจานออกแถลงการณ์ ประณามอาร์เมเนีย “ข่มขู่บังคับ” ให้ประชาชนในนากอร์โน-คาราบัค ต้องอพยพออจากพื้นที่ ส่วนนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่ชาวนากอร์โน-คาราบัค ต้องอพยพ อนึ่ง รัสเซียและอาร์เมเนียมีข้อตกลงความมั่นคงระดับทวิภาคี


สถานการณ์ตึงเครียดครั้งล่าสุดในเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นผลจากปฏิบัติการทางทหารแบบ “สายฟ้าแลบ” ของอาเซอร์ไบจาน ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งรายงานอย่างไม่เป็นทางการระบุว่า ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต “มากกว่า 200 ราย” และมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง โดยที่กองกำลังเชื้อสายอาร์เมเนีย “ยอมวางอาวุธ”


อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต แต่สหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) ประกาศเมื่อปี 2534 รับรองเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน ทั้งที่ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย และกองกำลังนักรบเชื้อสายอาร์เมเนียทำสงครามกับกองทัพอาเซอร์ไบจานตั้งแต่บัดนั้น เพื่อการปกครองตนเอง


นอกจากนี้ อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเคยทำสงครามครั้งใหญ่ ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ เมื่อปี 2563 สูญเสียทหารรวมกันเกือบ 7,000 นาย ก่อนมีการหยุดยิงโดยมีรัสเซียเป็นคนกลาง และรัฐบาลมอสโกประจำการทหารรักษาสันติภาพในพื้นที่.

เครดิตภาพ : AFP