สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ว่ากระทรวงยุติธรรมโปแลนด์ออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการมีขีปนาวุธลูกหนึ่ง ตกในพื้นที่ของหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ ห่างจากพรมแดนระหว่างโปแลนด์กับยูเครน ประมาณ 6 กิโลเมตร เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย ว่าผลการสอบสวนอย่างละเอียดพบว่า ขีปนาวุธ “เป็นของยูเครน” และผลิตในยุคสหภาพโซเวียต


รายงานระบุว่า การสอบสวนของโปแลนด์วิเคราะห์จาก ทิศทางของขีปนาวุธ และกล่าวด้วยว่า รัฐบาลวอร์ซอ “มีความผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง” ต่อการที่แทบไม่ได้รับความร่วมมือจากยูเครนในเรื่องนี้ ขณะที่ฝ่ายค้านยูเครนเรียกร้อง ให้รัฐบาลดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อเก็บค่าเสียหายจากรัฐบาลเคียฟ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม


อนึ่ง นายเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) เคยกล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า “มีความเป็นไปได้สูงมาก” ที่เป็นผลจากการใช้ระบบป้องกันทางอากาศเอส-300 ของยูเครน “เพื่อป้องกันตัวเอง” จากการโจมตีทางทหารของรัสเซีย แต่ “ไม่ใช่ความผิดของยูเครน” เนื่องจาก “ไม่ใช่การโจมตีโดยเจตนา” ต่อโปแลนด์ ในทางกลับกัน “รัสเซียต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ”


ทั้งนี้ทั้งนั้น การประกาศของโปแลนด์ครั้งนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางความสัมพันธ์ตึงเครียดกับยูเครน จากการที่รัฐบาลวอร์ซอขยายมาตรการระงับการนำเข้าธัญพืชของยูเครน และอาจขยายไปถึงสิ้นค้าอื่นอีก เพื่อปกป้องตลาดในประเทศ แม้คณะกรรมาธิการยุโรป ( อีซี ) มีมติให้โปแลนด์ และประเทศยุโรปตะวันออกอีกหลายแห่ง ยุติการใช้มาตรการฝ่ายเดียวลักษณะนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา.

เครดิตภาพ : AFP