รายงานการศึกษาสิ่งแวดล้อม 2 ชิ้น ที่เผยแพร่ในวารสาร Science of the Total Envirionment เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้เผยผลลัพธ์ที่น่ากังวลใจ โดยรายงานดังกล่าว อาศัยพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นจากโลกภายนอกของถ้ำแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของไมโครพลาสติกอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะในระบบน้ำใต้ดิน

เอลิซาเบธ ฮาเซนมูเอลเลอร์ นักธรณีเคมีและรองผู้อำนวยการสถาบัน WATER แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของทั้งสองกรณีศึกษากล่าวในแถลงการณ์ว่า มีรายงานวิจัยจำนวนมากที่เน้นหนักเรื่องไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำที่อยู่บนผิวดิน แต่กลับมีการศึกษาเรื่องการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำใต้ดินน้อยมาก

ไมโครพลาสติกคือเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มาจากการสลายตัวของวัสดุประเภทพลาสติก โดยกำหนดขนาดไว้ว่ามีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร 

ทีมนักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาว่าไมโครพลาสติกเหล่านี้ สามารถเดินทางไปถึงที่ใดบ้าง และดูเหมือนว่าจะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด แต่จากรายงานก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ระบุว่ามีการค้นพบไมโครพลาสติกอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ตั้งแต่บนก้อนเมฆไปจนถึงอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ 

พื้นที่ในการศึกษาครั้งคือถ้ำคลิฟฟ์ในรัฐมิสซูรี ซึ่งถูกปิดตาย ห้ามบุคคลภายนอกเข้าตั้งแต่ปี 2536 ถ้ำแห่งนี้มีตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน จึงไม่ถือว่าตัดขาดจากชุมชนเสียทีเดียวนัก และเหมาะจะเป็นสถานที่ศึกษาว่า การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นั้น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศที่อยู่ใกล้เคียงอย่างไรบ้าง

ทีมวิจัยพบว่ามีการสะสมของไมโครพลาสติกในระดับเข้มข้นที่บริเวณปากถ้ำ แล้วยังถูกผลักดันให้เข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเมื่อเกิดน้ำท่วมพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น ทีมวิจัยยังชี้ว่ามีความเข้มข้นของไมโครพลาสติกในตะกอนในถ้ำ สูงกว่าในน้ำถึง 100 เท่า

ฮาเซนมูเอลเลอร์ กล่าวว่า 99% ของชิ้นส่วนไมโครพลาสติกที่ทีมงานพบในถ้ำอยู่ในชั้นตะกอน มีเพียงชิ้นส่วนไมโครพลาสติกที่เล็กมาก ๆ เท่านั้นที่อยู่ในน้ำ

เหตุการณ์เท่ากับชี้ว่า น้ำทิ้งเศษไมโครพลาสติกไว้ที่ชั้นดินตะกอน ซึ่งจะเก็บพลาสติกเหล่านี้ไว้เป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ แม้กระทั่งหลังจากที่น้ำลดระดับลงจากบริเวณนั้น นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่อนุภาคพลาสติกที่ปลิวอยู่ในอากาศจะตกลงสู่พื้นถ้ำด้วยเช่นกัน

ฮาเซนมูเอลเลอร์ กล่าวว่า อนุภาคพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในถ้ำเหล่านี้ อาจหลุดรอดไปในระบบน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่คนใช้อุปโภคบริโภค นอกจากนี้มันยังมีส่วนรบกวนสภาพที่อยู่อาศัยของค้างคาวและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในถ้ำด้วย

หัวหน้าทีมวิจัยยังกล่าวว่า เมื่อพิจารณาว่าไมโครพลาสติกได้แพร่กระจายไปแทบจะทุกจุดแล้ว การจะเก็บเศษชิ้นส่วนพลาสติกกลับคืนหรือแก้ไขสภาพแวดล้อมให้กลับคืนเหมือนเดิมนั้น เป็นไปได้ยาก 

ฮาเซนมูเอลเลอร์ กล่าวว่า ทางหนึ่งที่ช่วยแก้ไขได้ก็คือเราจะต้องเลิกใช้เสื้อผ้าที่ผลิตจากใยสังเคราะห์ เนื่องจากเศษพลาสติกจำนวนมากที่พบในถ้ำในกรณีศึกษาทั้งสองนี้ คือเศษใยผ้าที่มาจากวัสดุสังเคราะห์ 

ก่อนหน้านี้ก็มีการวิจัยค้นพบว่า กระบวนการผลิต สวมใส่และซักล้างเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าใยสังเคราะห์ ล้วนแต่มีส่วนปลดปล่อยให้ใยสังเคราะห์หรือไมโครไฟเบอร์ หลุดรอดสู่ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา : futurism.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES