สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยา สภาพอากาศ และธรณีฟิสิกส์แห่งชาติของอินโดนีเซีย (บีเอ็มเคจี) รายงานว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดกาลีมันตันใต้ จังหวัดสุมาตราใต้ และเกือบทั้งหมดบนเกาะชวา มีสภาพแวดล้อมแห้งแล้งจัด และเสี่ยงเผชิญกับไฟป่ารุนแรง หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
More than 300 forest and peatland fires are blazing across Indonesia, prompting government officials to ask people to work from home. A prolonged dry season has caused higher risks of wildfires. pic.twitter.com/5B2Vwc4cpk
— DW Asia (@dw_hotspotasia) October 3, 2023
รายงานของบีเอ็มเคจีระบุด้วยว่า การที่วิกฤติเอลนีโญรอบนี้มีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ไฟป่าสามารถปะทุขึ้นเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผลจากการเผาป่าด้วยน้ำมือมนุษย์ และความรุนแรงของไฟป่าซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ควบคุมยากกว่าปกติ
ขณะที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียตรวจพบ “จุดร้อน” ที่บ่งชี้ความเสี่ยงของการเกิดไฟป่า สะสมอย่างน้อย 6,659 จุดทั่วประเทศ
เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นอกจากนี้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมอินโดนีเซียยังเน้นย้ำการลงโทษตามกฎหมาย กับผู้ประกอบการแห่งใดก็ตามซึ่งเกี่ยวข้องกับไฟป่า ต้องระวางโทษปรับสูงสุด 10,000 ล้านรูเปียห์ (ราว 23.64 ล้านบาท) และบทลงโทษจำคุกนานสูงสุด 10 ปี

อีกด้านหนึ่ง กระทรวงสิ่งแวดล้อมมาเลเซียออกแถลงการณ์ ว่าพื้นที่ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรมลายู และที่รัฐซาราวัก บนเกาะบอร์เนียว เผชิญกับวิกฤติหมอกควัน ซึ่งเป็นผลจากไฟป่าบนเกาะสุมาตรา และพื้นที่บางส่วนทางตอนกลางและตอนใต้ บนเกาะบอร์เนียวของอินโดนีเซีย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่า อินโดนีเซียเป็นผู้สร้าง และปล่อยให้หมอกควันลอยข้ามแดนมายังมาเลเซีย อนึ่ง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 อินโดนีเซียเกิดไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ส่งผลให้หมอกควันลอยตามกระแสลมไปปกคลุมน่านฟ้าของประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง รวมถึงมาเลเซีย ซึ่งสั่งปิดโรงเรียนมากกว่า 2,500 แห่ง เป็นเวลานานหลายวัน
แม้อินโดนีเซียและมาเลเซียใช้การทำฝนเทียมร่วมด้วย ทว่าสามารถบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ได้เพียงชั่วคราว.
เครดิตภาพ : AFP



