สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่า สถาบันมามิราอูเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ไอดีเอสเอ็ม) และกลุ่มสิ่งแวดล้อม “ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ-บราซิล” ระบุว่า ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินพบโลมา 153 ตัว และปลาชนิดอื่น ๆ จำนวนมาก ตายเมื่อช่วงสัปดาห์สุดท้าย ของเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ในทะเลสาบเทเฟ ที่มีอุณหภูมิน้ำสูงถึง 39.1 องศาเซลเซียส ซึ่งมากกว่าค่าสูงสุดตามปกติเกิน 7 องศาเซลเซียส

ด้านทีมนักวิจัยรายงานว่า โลมา 153 ตัว ที่ตายนั้น แบ่งออกเป็นโลมาสีชมพู 130 ตัว และโลมาทูคูซี 23 ตัว ซึ่งโลมาทั้งสองสายพันธุ์ ได้รับการขึ้นบัญชีให้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่มีประชากรลดลง โดยองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น)

ขณะที่ นางมาเรียนา ปาสโชอาลินี ฟริอัส ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ของดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ-บราซิล กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในทะเลสาบเทเฟ เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เนื่องจากการสูญเสียสัตว์เหล่านี้ มีผลกระทบมหาศาล และมันส่งผลต่อระบบนิเวศในท้องถิ่นทั้งหมด

โลมาทูคูซีตัวหนึ่ง ว่ายน้ำอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ที่รัฐอามาโซนัซ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบราซิล

“โลมาถือเป็น ‘หน่วยรักษาการณ์’ เพราะพวกมันคือตัวบ่งชี้สุขภาพของสภาพแวดล้อม ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกมัน สะท้อนให้เห็นในสัตว์สายพันธุ์อื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย” ปาสโชอาลินี ฟริอัส กล่าวในแถลงการณ์

นอกจากปลาและโลมาที่ลอยตายเกลื่อนทะเลสาบเทเฟ ภัยแล้งยังทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำลดลงอย่างมาก รวมถึงสร้างความเสียหายต่อภูมิภาคที่พึ่งพาทางน้ำเหล่านี้ เพื่อการขนส่งและความต้องการขั้นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ผู้สันทัดกรณีหลายคนระบุว่า ฤดูแล้งของภูมิภาคแอมะซอนในปีนี้ เลวร้ายกว่าเดิม อันเป็นผลจากปรากฏการณ์สภาพอากาศ “เอลนีโญ” ส่วนนางมารีนา ซิลวา รมว.สิ่งแวดล้อมบราซิล กล่าวโทษว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะ “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้”.

เครดิตภาพ : AFP