เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 66 ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์มหภาค และอดีต รมว.คลัง ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ว่า 1.โดยรวมแล้วดูจะมี 4 คำถามในนโยบายแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทแก่ประชาชน คือ (1) ปริมาณเงิน 5.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 3% ของ GDP ดูจะมากไป จะหาเงินมาจากไหน (2) การแจกเงินให้ประชาชนเพื่อการบริโภค เกรงว่าจะไปกินไปใช้หมดไป ไม่ขยันทำงาน ควรนำไปลงทุนจะดีกว่า (3) กลัวว่าภาครัฐบาลจะเป็นหนี้มากเกินไป กลัวว่าประเทศถูกลดเครดิตเรตติ้ง และ (4) การใช้ระบบ Token Digital จะไม่โปร่งใส เกิดปัญหาคอร์รัปชั่น
2.ผมขอเสนอแนะเป็นข้อๆ ดังนี้คือ ในข้อ (1) เนื่องจากเป็นนโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำเกินไป ปีนี้ (2566) เติบโต 2.7% และปีหน้าโต 3.6% รัฐบาลคงต้องกระตุ้นระบบเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเหมาะสม โดยทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ประมาณ 40 ล้านคน (ที่ส่วนใหญ่ลงทะเบียนยืนยันตัวตนในแอปเป๋าตังไว้แล้ว) สำหรับอีก 16 ล้านคน เป็นคนมีเงินอยู่แล้ว เอาเงินไปให้ก็คงไม่ใช้ ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นเงิน 4 แสนล้านบาท น่าจะฟื้นเศรฐกิจระยะสั้นได้ และเป็นการกระจายรายได้ด้วย สำหรับเงินที่ต้องใช้ควรออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฯ เพื่อโครงการนี้

3.ปัญหาการแจกเงินให้ประชาชนเพื่อการบริโภค เกรงว่าจะไปกินไปใช้หมดไปในข้อ (2) รัฐบาลควรเขียนข้อกำกับให้ประชาชนเอาเงินนี้ไปใช้เพื่อการลงทุนให้มากขึ้น ก็จะคล้ายกับโครงการกองทุนหมู่บ้าน หรือโครงการ SML ที่ได้ผลดีมาแล้ว แต่คราวนี้เป็นการให้เงินระดับครัวเรือน ตัวอย่าง เช่น ให้ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย ปรับปรุงที่ดินทำกิน ปรับปรุงร้านค้าตนเอง ส่งลูกหลานเรียนทักษะเพิ่มเติมเพิ่มทุนมนุษย์ จ้างงานจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยทำถนน ทำแหล่งน้ำรอบๆ บ้าน ก็จะเป็นการใช้เงินเพื่อการลงทุนในระดับเล็กๆ (Micro Infrastructure) ถูกต้องตามคำแนะนำ ที่ดีกว่าก็คือ การโอนเงินโดยตรงให้ประชาชน จะลดคอร์รัปชั่น แต่การลงทุนของรัฐบาลเองยังมีคอร์รัปชั่นอยู่มาก และควรอนุญาตให้ประชาชนนำเงินไปชำระหนี้ได้ จะเป็นการลดหนี้ภาคครัวเรือน เจ้าหนี้ก็สามารถนำเงินไปลงทุนที่อื่นได้
4. ในข้อ (3) มีการเสนอแนะกันมากใน 2 เรื่อง คือเรื่องวินัยการคลัง และเรื่องเครดิตเรตติ้งประเทศ ปัจจุบันภาครัฐเป็นหนี้ 10.7 ล้านๆ บาท หรือ 61.5% ของ GDP จึงยังมีโอกาสที่รัฐบาลจะกู้มาลงทุนได้ ตามกรอบหนี้ไม่เกิน 70% ของ GDP ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องวินัยการคลัง สำหรับปัญหาด้านเครดิตของประเทศ เนื่องจากยังไม่ชัดเจนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน จึงเกิดการถกเถียงกันมากในเรื่องนี้ ผมขอเสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 แสนล้านบาท ใช้เงินคงคลังและปรับลดงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยลงไปอีกกว่า 1 แสนล้าน ปัญหาเรื่องเครดิตเรตติ้งของประเทศก็จะไม่มี ตลาดทุนก็จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ (แต่ยังคงมีปัญหาจากภายนอก เช่น สงครามยูเครน-รัสเซีย สงครามฮามาส-อิสราเอล)
5.ในข้อ (4) เรื่องระบบดิจิทัลที่จะใช้ ผมเสนอให้ใช้แอปเป๋าตัง ปรับปรุงชื่อเป็น ดิจิทัลวอลเล็ต เพราะทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว ขจัดปัญหาเรื่องค่าจ้าง ค่าคอมมิชชั่น และเรื่อง Token digital ว่าทำหน้าที่เป็นเงิน (ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนหรือไม่) ซึ่งอาจมีปัญหาผิด พ.ร.บ.เงินตรา มาตรา 9 ที่ห้ามไม่ให้ผู้อื่นพิมพ์เงินขึ้นมาใช้ เพราะจะทำลายความเชื่อมั่น และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไม่ได้ หากจะทำ Blockchain กำกับ ก็ทำที่ระบบตรวจสอบ 5-10 Nodes ก็เพียงพอ เพราะหากมี Nodes มากเกินไป ระบบจะช้ามากไม่สามารถทำงานได้ การใช้ระบบ บาทดิจิทัล (Baht digital) มีเงินบาทหนุนจริง จึงไม่ผิดกฎหมาย
6.หากรัฐบาลทำเช่นที่กล่าวมาข้างต้น ก็สามารถทำได้ทันทีเดือน พ.ย. สามารถปฏิบัตินโยบายได้ เศรษฐกิจไทยก็จะเจริญเติบโตได้มากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประกอบกับการดึงดูดนักท่องเที่ยว การลงทุนจากต่างประเทศ ที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ จะสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เฉลี่ย 5% ต่อปี โดยโครงการแจกเงินดิจิทัลฯ จะคืนทุนได้เองใน 3-4 ปีข้างหน้า



