เพราะล่าสุดผลสำรวจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ออกมาเปิดเผยว่า แนวโน้มคนกรุงเทพฯ 64.96%เลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและไม่มีพรรคการเมืองหนุนหลังรองลงมา 16.88% ระบุว่า เลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมือง

โจทย์พ่อเมืองหลวง”ซื้อใจ 4.5 ล้านโหวตเตอร์ในสนามเมืองหลวงรอบนี้ มี 3 พรรค และอยู่ในสถานะพรรคฝ่ายค้าน คือ ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร“จากพรรคประชาชน เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี”จากพรรคประชาธิปัตย์ และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช”จากพรรคเศรษฐกิจ นอกนั้นล้วนเป็นผู้สมัครอิสระ ซึ่งตอนนี้จากผลสำรวจที่สะท้อนจากความรู้สึกก็ยังเห็นว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์“ ยังได้รับความนิยมสูงสุด มีแนวโน้มจะรักษาแชมป์ไว้ได้อีกครั้ง แม้ว่า ดร.โจ-ชัยวัฒน์“จากผลสำรวจจะมาเป็นอันดับสอง แต่ตามมาแบบห่างเหลือเกิน จนแทบไม่ได้ลุ้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผู้สมัครสังกัดพรรคอีกคนคือ ”อนุชา บูรพชัยศรี” ที่คะแนนอยู่รั้งท้าย

แคนดิเดต พ่อเมืองหลวง” ภายใต้เกมการเมืองภายในเสาชิงช้า ที่รอบนี้ต้องวัดใจคนกรุงเทพฯอยากได้ผู้ว่ากทม.คนใหม่แบบไหน เพราะโจทย์ใหญ่ของคนกรุงหนีไม่พ้นเรื่องหลักๆ แค่ 3-4 เรื่องสำคัญคือ เก็บขยะ น้ำท่วม การจราจร ซึ่งแม้จะเป็นงานที่ดูเหมือนง่ายๆ แต่ก็อ่อนไหวต่อความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ค่อนข้างมาก แถมงานเหล่านี้บางส่วนก็ทับซ้อนกับส่วนกลาง เพราะลำพัง กทม.ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามลำพัง ด้วยเป็นเมืองที่เติบโตพร้อมกับจังหวัดปริมณฑล ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เอาแค่เรื่องน้ำท่วมอย่างเดียวก็พัวพันไม่รู้กับกี่หน่วยงาน

เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มผสมกับความรู้สึกประกอบเข้าไปด้วยจะเห็นว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯครั้งนี้จะเห็นว่าผู้สมัครอิสระ น่าสนใจจะมีคะแนนเพิ่มขึ้น โดยบางคนมีแนวโน้ม มาแรง” แบบน่าจับตาทีเดียว ขณะที่ผู้สมัครสังกัดพรรคหากพิจารณากันแบบตรงไปตรงมายังถือว่า ไม่โดดเด่น” แทบจะโนเนมในสายตาคนกรุงเทพฯ ดังนั้นหากเปรียบเทียบผู้สมัครแต่ละคนแล้ว ผู้สมัครอิสระโดดเด่นมากกว่าในระยะทางที่เหลืออยู่ตอนนี้

อย่างที่รู้กันว่า โจทย์ของสนามกทม.รอบนี้ ลึกๆบรรดา “คีย์แมนฟ้า” ทุกคนรู้ดีว่าตัวเองมีคะแนนนำคู่แข่งหรือยังตกเป็นรองคู่แข่ง ทว่าการส่งผู้สมัครในรอบนี้ลึกๆอาจส่งผลดีในแง่การ รักษาฐานเสียง”เลี้ยงกระแสเมืองหลวงที่จะมีผลไปถึงการเมืองสนามใหญ่ในอนาคต เพราะไม่เช่นนั้นโอกาสที่จะทวงพื้นที่เมืองหลวงก็อาจมีน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งบรรดาผู้สมัครแต่ละคนจึงต้องมีไม้เด็ดในช่วงโค้งสุดท้ายเพื่อ พลิกเกม” ให้คนกรุงหันมาเทคะแนนให้หลังจากนี้ 

อย่าลืมว่าผู้ว่ากทม.ต้องทำงานร่วมกับส่วนกลางนั่นก็คือ ทำงานคู่ขนานไปกับรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่ตอกย้ำว่า การเมืองไทย ไม่เคยแยกขาดจากกันระหว่าง ระดับท้องถิ่น และ ระดับประเทศหากความสัมพันธ์นี้ผู้ว่าฯ กทม. มาจาก พรรคฝ่ายค้าน แน่นอนว่าอาจทำให้เกิดการเตะถ่วงงบประมาณ หรือความไม่ลงรอยในโครงการระดับใหญ่ ซึ่งรัฐบาลมีความกังวลในเรื่องนี้ ในการบริหารเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯแน่นอน

นับถอยหลังอีกไม่ถึงเดือนภายใต้โจทย์ “นโยบายเมืองหลวง” ซื้อใจโหวตเตอร์ 4.5ล้านเสียง ที่ต่างฝ่ายต่างประชันขันแข่งกันในเวลานี้ เพราะผลแพ้-ชนะ เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหนึ่งปัจจัยเดียว แต่อาจต้องมองในหลายปัจจัยประกอบกัน กว่าจะถึงวันเลือกตั้งต้องจับตาที่สุดฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะอีกไม่กี่อึดใจจะได้รู้กัน งานนี้ใครจะ “แลนด์สไลด์” ใครจะ “จอดไม่ต้องแจว”ระหว่าง “แชมป์เก่า” ที่เน้นขาย “ทำงาน-ทำงาน-ทำงาน” (และวิ่ง) ที่เคยได้ใจคนกรุงมาแล้วและคู่ท้าชิงจากบรรดาพรรคการเมืองใครจะครองอำนาจบริหารศึกพ่อเมืองเสาชิงช้าคงต้องติดตามต่อไป.