สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่า นับตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลพนมเปญยกระดับการย้ายถิ่นฐานของครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายในนครวัด แหล่งมรดกโลกขององค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ไปยังชุมชนแห่งใหม่บนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นนาข้าว ซึ่งอยู่ห่างออกไป 25 กิโลเมตร ในจังหวัดเสียมราฐ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
Mass evictions affecting thousands of families at the Angkor UNESCO World Heritage site violate international human rights law.
— Amnesty International (@amnesty) November 14, 2023
Cambodia's government must stop these shameful forced evictions and immediately ensure that the relocation site meets international standards. pic.twitter.com/4jBUMcP0P9
แม้เจ้าหน้าที่รัฐยืนยันมานานแล้วว่า ครอบครัวต่าง ๆ ย้ายออกไปโดยสมัครใจ แต่รายงานที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กลับระบุว่า หลายครอบครัวได้รับ “คำขู่” ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ให้ย้ายออกจากนครวัด

“พวกเขาต้องยุติการขับไล่ประชาชนโดยบังคับ และการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศโดยทันที” นางมอนต์เซ เฟอร์เรอร์ จากแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว
ด้านนายเพ็ญ โบนา โฆษกรัฐบาลกัมพูชา กล่าวว่า รายงานดังกล่าว “ไม่ถูกต้อง” พร้อมกับยืนกรานว่า การย้ายถิ่นฐานของชาวบ้านเป็นไปด้วย “ความสมัครใจ” และสอดคล้องกับกฎระเบียบของยูเนสโก ขณะที่ยูเนสโก แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงาน ซึ่งมีขึ้นก่อนการประชุมระหว่างรัฐบาล เกี่ยวกับอุทยานโบราณคดีอังกอร์ ณ สำนักงานใหญ่ในกรุงปารีส
ทั้งนี้ ทางการกัมพูชาระบุว่า พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อปกป้องโบราณสถานแห่งนี้ โดยเคลื่อนย้ายผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคนกลุ่มนี้กำลังสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ด้วยการสร้างขยะ และการใช้ทรัพยากรน้ำมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม รายงานของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ยูเนสโกประณามการกระทำของรัฐบาลพนมเปญ และกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่จากองค์การอัปสราแห่งชาติกัมพูชา กำลังใช้ยูเนสโกเป็นข้ออ้างในการย้ายถิ่นฐานของประชาชน รวมถึงเตือนว่า ปัญหาดังกล่าวอาจบานปลายได้ หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เลย
“หากไม่มีการตอบสนองอย่างจริงจังจากยูเนสโก ความพยายามในการอนุรักษ์อาจถูกรัฐต่าง ๆ ใช้เป็นอาวุธเพื่อจุดประสงค์ของตนเองมากขึ้น ซึ่งมันแลกมาด้วยสิทธิมนุษยชน” เฟอร์เรอร์ กล่าวทิ้งท้าย.
เครดิตภาพ : AFP



