สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่าสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) รายงานว่า การสู้รบรุนแรงระหว่างกองทัพเมียนมากับพันธมิตรกองกำลังชาติพันธุ์ทางตอนเหนือ ในรัฐฉาน รัฐชิน รัฐกะยา รัฐมอญ และภูมิภาคสะกาย ที่ปะทุเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 200,000 คน ต้องพลัดถิ่นที่อยู่อาศัย
???? Flash Update #4 is out.
— OCHA Myanmar (@ochamyanmar) November 15, 2023
➡️ Clashes escalated in northern Shan; now spread to Northwest, Southeast & Rakhine.
➡️ Displaced & host communities urgently need basic assistance.
➡️ Humanitarians continue to provide aid but access & funding are critical.
???? https://t.co/eTTmE4UWAk pic.twitter.com/ob48kcTInQ
รายงานของโอซีเอชเอระบุด้วยว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 75 ราย รวมถึงเด็ก เสียชีวิตจากการสู้รบครั้งนี้ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 94 คน อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องการหยุดยิง และการให้ความคุ้มครองพลเรือนในพื้นที่ประสบภัย ที่รวมถึงการเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมาและบรรดากองกำลังชาติพันธุ์ยังปฏิเสธให้ความเห็นอย่างเป็นทางการ ต่อรายงานของโอซีเอชเอ
ทั้งนี้ กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (เอ็มเอ็นดีเอเอ) กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติท่าอ่าง (ทีเอ็นแอลเอ) และกองทัพอาระกัน (เอเอ) รวมตัวกันเปิดฉากปฏิบัติการ “1027” ต่อต้านกองทัพเมียนมา ในรัฐฉาน โดยรหัสปฏิบัติการมาจากเดือน 10 คือเดือนต.ค. และวันที่ 27 คือวันเริ่มการโจมตี

ตอนนี้ เอ็มเอ็นดีเอเออ้างการปิดล้อมเมืองเล่าก์ก่าย ซึ่งเป็นเมืองเอกของภูมิภาคโกก้าง ในรัฐฉาน ที่อยู่ห่างจากพรมแดนจีนประมาณ 3 กิโลเมตร โดยอยู่ระหว่างเตรียมการขั้นต่อไป เพื่อกระชับพื้นที่และยึดเมืองกลับคืนจากกองทัพเมียนมา แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ซึ่งเอ็มเอ็นดีเอเอยืนยัน การให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
อนึ่ง กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ขับเอ็มเอ็นดีเอเอออกจากเมืองเล่าก์ก่าย เมื่อปี 2552 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เมืองแห่งนี้กลายเป็น “ศูนย์กลาง” ของเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ หรือที่เรียกกันว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ซึ่งมีการล่อลวงประชาชนจากทั้งในจีน และอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
เครดิตภาพ : AFP



