สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ว่า นายแอนโทนี บลิงเคน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ยังคงใช้คำเรียกประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ว่าอีกฝ่าย “เป็นผู้นำเผด็จการ” ทั้งที่เพิ่งพบหารือระดับทวิภาคี ที่เมืองซานฟรานซิสโก เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าไบเดนเป็นผู้นำที่ “แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา” และ “ถือเป็นคำกล่าวในนามรัฐบาลสหรัฐ”
ขณะเดียวกัน บลิงเคนกล่าวต่อไปว่า “ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย” และ “เป็นที่ทราบกันดี” ว่าสหรัฐจะยังคงพูดและทำหลายสิ่งที่จีนไม่ชอบ ในเวลาเดียวกัน จีนจะยังคงพูดและทำหลายสิ่งที่สหรัฐไม่ชอบเช่นกัน จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับความเป็นจริง
SEE THIS: Secretary of State Antony Blinken reacts to President Biden off-the-cuff remark calling China’s Xi Jinping a dictator. https://t.co/5RSY22R2J1 pic.twitter.com/zngQb02zcV
— Moshe Schwartz (@YWNReporter) November 16, 2023
แม้เป็นช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่สื่อมวลชนหลายแห่งของสหรัฐ สามารถจับภาพที่บลิงเคนมีอาการอึดอัด และแสดงท่าทีกระอักกระอ่วน เมื่อผู้นำสหรัฐแถลงหลังการพบหารือกับสี ที่เมืองซานฟรานซิสโก ว่าโดยส่วนตัวเขายังคงถือว่าอีกฝ่าย “เป็นผู้นำเผด็จการ” เนื่องจากระบบบริหารของรัฐบาลในจีน “แตกต่างอย่างสิ้นเชิง” เมื่อเทียบกับรัฐบาลวอชิงตัน
ทั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไบเดนเรียกสีด้วยถ้อยคำดังกล่าว ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ไบเดนกล่าวถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐยิงทำลาย “บอลลูนสอดแนมของจีน” ในเขตน่านฟ้า เหนือรัฐเซาท์แคโรไลนา เมื่อเดือน ก.พ. ปีนี้ ว่า “สร้างความวิตกกังวล” ให้กับผู้นำจีน และยังเป็น “เรื่องน่าอับอาย” สำหรับ “เหล่าผู้นำเผด็จการ” เมื่อความพยายามทั้งหมดไม่เป็นไปตามแผน และท้ายที่สุดบอลลูนปรากฏตัว “ในที่ซึ่งไม่สมควรอยู่” จึงทำได้เพียงปฏิเสธเท่านั้น
นอกจากนี้ ไบเดนกล่าวอีกว่า จีนเป็นประเทศที่ “กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ” และบรรยากาศระหว่างทั้งสองประเทศ ณ เวลานี้ “คือการที่จีนเป็นฝ่ายต้องการสร้างความสัมพันธ์อีกครั้ง”
ด้านนางเหมา หนิง โฆษกหญิงกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวถึงการที่ไบเดนยังคงเรียกผู้นำจีนด้วยถ้อยคำดังกล่าว ว่า “ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ และเป็นการปลุกปั่นทางการเมือง”.
เครดิตภาพ : AFP



