สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า การประกาศดังกล่าว มีขึ้นระหว่างการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามกรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ครั้งที่ 28 หรือ “คอป 28” ในขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งพึ่งพาถ่านหินนำเข้า และเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ตั้งเป้าหมายที่จะมีความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2593
“เพื่อให้สอดคล้องกับเส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ญี่ปุ่นจะยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่ลดลงภายในประเทศ ควบคู่กับการรักษาอุปทานพลังงานที่มั่นคง” คิชิดะ กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
Japan has pledged not to start building any more unabated coal-fired power plants at home, adding to international efforts aimed at curbing the largest source of global emissions. https://t.co/C1b8I8y66G
— The Japan Times (@japantimes) December 2, 2023
นอกจากนี้ คิชิดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว 20% และกำลังดำเนินการไปสู่เป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 46% ภายในปี 2573 จากระดับเมื่อปี 2556 ตลอดจนส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจน และแอมโมเนียที่เป็นอนุพันธ์ โดยการเผาควบคู่กับก๊าซและถ่านหินในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีหลายคนยังคงมีข้อสงสัย ดังเช่นนายลีโอ โรเบิร์ตส์ นักวิจัยจากคลังสมองด้านสภาพภูมิอากาศ “อี3จี” ที่กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงข้างต้นเป็น “ช่องทางลับ” ในการเพิ่มอายุการใช้งานของ “โครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงฟอสซิล” ที่มีอยู่ อีกทั้งแอมโมเนียนั้นจำเป็นต้องผลิตขึ้นมา ซึ่งมันเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง และต้องใช้ไฟฟ้า จึงจะทำเช่นนั้นได้
อนึ่ง หลังจากสึนามิสร้างความเสียหายต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ เมื่อเดือน มี.ค. 2554 ทางการญี่ปุ่นได้ปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด เพื่อทำการตรวจสอบและเสริมสร้างการควบคุมความปลอดภัย ทว่ามันส่งผลให้ประเทศต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าอย่างมาก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดในญี่ปุ่น รวมถึงถ่านหิน ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30%.
เครดิตภาพ : AFP



