วันที่ 11 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติอนุมัติงบจากหลายแหล่งเงิน เป็นจากงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท โดยในส่วนกระทรวงการคลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง 6,022.85 ล้านบาท เป็นงบเดิม 4,700 ล้านบาท และงบกลางก้อนใหม่ 1,322.85 ล้านบาท ใช้เติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.22 ล้านคน เพิ่มอีก 100 บาท ในวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 400 บาท นาน 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.-12 พ.ค. 69
นอกจากนี้ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ธนาคารและนอนแบงก์ ดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี เพื่อปล่อยกู้ต่อให้ประชาชนปรับตัวเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงาน เช่น ซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า หรือรถอีวี และติดตั้งโซลาร์เซลล์ เป็นต้น วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย นาน 5 ปี คิดดอกเบี้ยพิเศษ ยื่นขอได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 70
ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีสินเชื่อดกอเบี้ยพิเศษ สนับสนุนเปลี่ยนผ่านประหยัดพลังงาน เช่น สินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.20% ต่อปี กู้ถึงวันที่ 30 เม.ย. 69, บ้านเบอร์ 5 ดอกเบี้ยคงที่ 2.69% ต่อปี ยื่นกู้ได้ถึงวันที่ 30 ธ.ค. 69 และสินเชื่อโซลาร์รูฟ วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท ขณะที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 30,000 ล้านบาท ปล่อยสินเชื่อไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย คิดดอกเบี้ย 6% ต่อปี โดยรัฐบาลช่วยจ่าย 3% และเกษตรกร 3%
ด้านกลุ่มช่วยเอสเอ็มอี กระทรวงการคลังร่วมธนาคารออมสิน ออกซอฟต์โลน 100,000 ล้านบาท และสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เพื่อปรับเปลี่ยนสู่ธุรกิจสีเขียว และมาตรการของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ในการช่วยผู้ส่งออกผ่านเบี้ยประกันพิเศษ
นายเอกนิติ กล่าวว่า กลุ่มคู่สัญญาภาครัฐถ้าได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง กรมบัญชีกลางให้ยกเลิกได้โดยไม่เป็นผู้ทิ้งงาน และคืนหลักประกันให้ด้วย ส่วนคนลงนามไปแล้วและได้รับผลกระทบ ให้เจรจาได้ตามความเหมาะสม ส่วนคนลงนามแต่ยังไม่เริ่มงาน ให้ภาครัฐใช้ดุลพินิจในเรื่องสัญญา พร้อมขยายราคากลางงานก่อสร้างของราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 51-69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ในที่ประชุมยังเห็นชอบปฏิทินงบประมาณปี 70 จะทำให้ทันในเดือน ก.ย. 69 และนายกรัฐมนตรีย้ำขอให้หน่วยงานหลัก เร่งทำงบฯ และพิจารณาลดใช้งบประมาณของภาครัฐที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงาน อบรมต่างประเทศ ลดใช้พลังงานหน่วยงานภาครัฐ เวิร์กฟรอมโฮม เพื่อลดค่าใช้จ่าย
“มาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ กลุ่มเปราะบาง ภาคขนส่ง เกษตรกร เพื่อบรรเทาผลกระทบสู้รบตะวันออกกลาง เป็นวิกฤติทั้งโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงาน ประเมินว่ามีแนวโน้มไปสู่วิกฤติสินค้าและราคาสินค้า”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ครม. อนุมัติงบกลาง 260.60 ล้านบาท เป็นโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท เช่น ช่วยเหลือค่าปุ๋ยเพิ่มจากเดิม 200 บาท เป็น 300 บาท จำกัด 5 กระสอบ ถ้ามีบัตรดินดี ให้เพิ่มอีก 1 กระสอบ เป็น 6 กระสอบ และมีให้คูปองช่วยค่าปุ๋ยอินทรีย์ รวมทั้งหมดสูงสุด 2,100 บาทต่อคน
นอกจากนี้มีโครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชน ไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท รวมทั้งมีอุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียนราคาพิเศษ และโครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้เอสเอ็มอีไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท โดยมีคูปองลดราคา 500,000 ใบ จะคัดเลือกเอสเอ็มอีที่มีการผลิตจริง และมีมาตรฐาน มีความพร้อมขึ้นออนไลน์ และจัดตลาดนัด 1,000 แห่ง นำสินค้าเกษตรสินค้าชุมชนมาวางขายผ่านปั๊มน้ำมัน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า ครม. อนุมัติงบกลาง 1,458 ล้านบาท และใช้งบกองทุนเพื่อความปลอดภัยการใช้รถใช้ถนน หรือกองทุนเลขสวยอีก 601 ล้านบาท รวมเป็นงบที่ใช้ 2,060 ล้านบาท ช่วยดูแลรถ 467,507 คัน อุดหนุนค่าน้ำมัน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย.-31 พ.ค. 69 แบ่งเป็น ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 180,332 คัน และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง 287,175 คัน โดยการโอนเงิน จะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์ แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป
“จะอุดหนุนค่าน้ำมัน เช่น รถรับจ้าง รถบรรทุก รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถโดยสารสาธารณะ รถบัส รถมินิบัส รถตู้โดยสาร รถสองแถว มินิบัส รถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง รถขนส่งสินค้า เพื่อช่วยเหลือไม่ให้ปรับราคาขึ้นจนกระทบผู้โดยสาร”



