รศ.ดร.ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล ที่ปรึกษาสถาบันพุทธทาสเพื่อสันติภาพของโลก (พุทธทาสภิกขุ) กล่าวว่า วัดต่างๆ ถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะในพระพุทธศาสนา มีความสำคัญในการเป็นพื้นที่สาธารณะที่ช่วยพัฒนาและยกระดับสุขภาวะของคนไทย ซึ่งการจะทำให้เกิดประโยชน์ได้มากน้อยนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกับบทบาทการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ต้องบริหารจัดการวัดและพื้นที่สาธารณะของวัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านการศึกษาสงเคราะห์ ด้านการเผยแผ่ ด้านสาธารณูปการ และด้านการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งบทบาทต่างๆ มีผลต่อการช่วยขับเคลื่อนให้เกิดเครือข่ายองค์กรสุขภาวะตามหลักพระพุทธศาสนา ทั้งนี้การมีส่วนร่วมหรือการสร้างเครือข่ายของบ้าน วัด โรงเรียน เป็นเรื่องที่สำคัญทั้งในแง่ของบริบททางสังคมและหลักปรัชญาความคิดของคน โดยใช้กิจกรรมทางสังคมและพระพุทธศาสนามาผสมผสานกับวิถีชีวิตของคนให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะที่ต่อมาถูกถ่ายทอด สืบสาน และต่อยอดกิจกรรมเป็นเทศกาล เป็นพิธีกรรมและกลายเป็นเครือข่ายของวัด บ้าน โรงเรียน โดยทั้ง 3 สถาบันนี้กลายเป็นสถาบันหลักทางสังคมที่เป็นพื้นที่ในการอบรม ขัดเกลาทางสังคม วัดจึงนับว่าเป็นปราการสำคัญในการช่วยสอนให้บ้าน และโรงเรียน คำนึงถึงเป้าหมายของการมีชีวิต
รศ.ดร.ณกมล กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ขับเคลื่อนการจัดการพื้นที่เพื่อสร้างเครือข่ายเป็นองค์กรสาธารณะที่พระสงฆ์ และชาวบ้านร่วมกันดำเนินการ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะของคนไทย โดยใช้โมเดลพระพุทธศาสนาเป็นยุทธศาสตร์ มี 10 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.บ้านแสนเจริญ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย การพัฒนาระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตของชาวเขาบนเทือกเขาสูง 2.โครงการแสวงบุญธรรม จ.เชียงใหม่ ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟแบรนด์ “จาริกาโน่ 3.ลำปาง มจร เปิดพื้นที่การเรียนรู้และปัญญาสาธารณะ 4.เครือข่ายสุขภาพพระสงฆ์ที่ จ.พิจิตร 5.การสำรวจและจัดทำแผนที่พื้นที่เปิดโล่งใน อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ 6.จ.ขอนแก่น โดย มจร ขอนแก่น เปิดเขตอารยธรรมเกษตรกรรมเชิงพุทธ เรียกได้ว่าเป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้ภาคอีสาน 7. จ.ศรีสะเกษ สร้างแบบจำลองวัดประชารัฐ 8.ชุมชนวัดบางครั่งใน จ.พังงา เป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่ 9.มีแผนที่จะขยายหน่วยฝึกอบรมสาธารณะใน ต.วัดกะทู้ ของ จ.ภูเก็ต และ 10. ชุมชนเขตเจริญกรุงในกรุงเทพฯ ขยายผล สู่วัด โรงเรียน และชุมชน สร้างมิติใหม่ของการเรียนรู้
รศ.ดร.ณกมล กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม หลักการทางพุทธศาสนาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องอาศัยแนวทางการพัฒนา 4 ประการ คือ 1.ปฏิรูปเทสวาสะ การอยู่ในประเทศอันเหมาะสม มีพื้นที่บริการสาธารณะที่เพียงพอต่อการรองรับความต้องการของคนในพื้นที่ 2.สัปปุริสูปัสสยะ การคบสัตบุรุษ คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความรู้ มีสภาพแวดล้อมที่ดี 3.อัตตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ มีการรักษามาตรฐานชีวิตที่ดีได้ 4.ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในกาลก่อน เป็นการสืบสานและต่อยอดอย่างไม่ขาดสาย ทั้ง 4 อย่างนี้ จะช่วยสร้างสังคมที่มั่นคงและปลอดภัยและยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ของการอยู่ร่วมกันและการเอื้อต่อสังคม สามารถสร้างสังคมที่ดีขึ้นได้ ที่สำคัญคือจะสามารถสืบสานและต่อยอดไปได้อย่างยั่งยืน



