เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายบุญเชิด กิตติธรางกูร รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า เมื่อเราเรียนรู้ จะเกิดปัญญา และร่วมกันพัฒนาวัดไปด้วยกัน “หัวอกสมภาร” สมภารหรือเจ้าอาวาสมักมีภาระหนักอกที่ไม่สามารถเล่าให้ใครฟัง หรือคนภายนอกอาจมองไม่เห็น เพราะสังคมมักเห็นท่านในภาพลักษณ์ของ “เจ้าอาวาส” ที่เป็นผู้ปกครองวัดนั้นๆ แต่เบื้องหลังการบริหารจัดการวัดมีความกดดันหลายด้านที่ชาวบ้านอาจนึกไม่ถึง
1.แบกภาระค่าใช้จ่ายภายในวัด ชาวบ้านมักคิดว่าวัดมีรายได้จากการบริจาคหรือจากการทำบุญ แต่ความจริง วัดส่วนใหญ่ไม่ได้มีรายได้ประจำ เจ้าอาวาสหลายวัดต้องเครียดเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษาอาคารเสนาสนะที่ทรุดโทรมตามกาล หากเงินทำบุญไม่พอจ่าย ท่านต้องเป็นคนวิ่งหาหรือแบกรับความรับผิดชอบนี้ไว้เอง
2.คนกลางในความขัดแย้ง เจ้าอาวาสต้องรับบท “ผู้พิพากษา” ในวัด ทั้งเรื่องความขัดแย้งระหว่างพระลูกวัด หรือความขัดแย้งของชาวบ้าน ชุมชน ซึ่งบางครั้งตัดสินไปทางไหนก็มีคนไม่พอใจ (เข้าตำรา “ทำดีเสมอตัว ทำชั่วเสียคน”)
3.รองรับความคาดหวังที่หลากหลาย สังคมคาดหวังให้พระต้องเป๊ะ ต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง “ตามใจ” ชาวบ้านในงานพิธีกรรมต่างๆ หากเข้มงวดเกินไปชาวบ้านก็หาว่าดุ หากหย่อนยานก็โดนตำหนิว่าไม่น่าเลื่อมใส
4.ปัญหาการจัดการคน พระลูกวัดมาจากหลายที่หลายแห่ง บางรูปมาบวชเพื่อพักพิง หรือมีปัญหาทางพฤติกรรม เจ้าอาวาสต้องปกครองดูแลเหมือนพ่อดูแลลูกที่คุมยากที่สุด เพราะไม่มีอำนาจไล่ออกได้ง่ายๆ หากไม่ผิดวินัยร้ายแรง
5.ความโดดเดี่ยวในตำแหน่ง ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งหาเพื่อนคู่คิดยาก เพราะต้องรักษาการปกครอง จะปรึกษาพระลูกวัดมากก็ไม่ได้ จะระบายให้ชาวบ้านฟังก็ดูไม่สำรวม ท่านจึงมักต้องแบกความเครียดไว้เพียงลำพัง “เป็นสมภารนั้นยาก แต่เป็นสมภารที่ครองใจคนได้นั้นยากยิ่งกว่า”
6.สังฆะสังคม เจ้าอาวาส เป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการ ซึ่งนอกจากจะต้องดำรงตนตามพระธรรมวินัย และกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามระเบียบ มติ ประกาศ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยเคร่งครัด เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสังฆมณฑล
7.กิจการคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสนอกจากต้องทำบทบาทและหน้าที่ของตัวเองในวัดให้เรียบร้อยดีงามแล้ว งานคณะสงฆ์และงานเอื้อเฟื้อต่อสังคม หรือชุมชน ก็ต้องทำ กล่าวโดยรวม ตำแหน่งเจ้าอาวาส ไม่ได้สุขสบาย อย่างพระลูกวัด หรือชาวบ้านคิด



