เมื่อวันที่ 23 พ.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารมว.อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) นายรัฐพล นราดิศร ผวจ.เชียงใหม่ เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน “การแถลงนโยบายการสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมในการจัดการ PM2.5 และวิกฤตแบบครบวงจร และพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่ออากาศสะอาดและสายน้ำมั่นคง” ณ อาคาร SMC Hub คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์ฝุ่นควันเป็นประจำทุกปี รัฐบาลและกระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสนับสนุนการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อพัฒนาแนวทางที่ตอบโจทย์บริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังมุ่งผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งระบบติดตามคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ระบบวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นควัน ตลอดจนการสนับสนุนนวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” และระบบ “FloodBoy” สำหรับเฝ้าระวังและบริหารจัดการภัยพิบัติ ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทางด้าน ดร.วิภารัตน์กล่าวว่า วช. ในฐานะหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้กระทรวง อว. ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งในระดับนโยบาย ระดับพื้นที่ และระดับชุมชน ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาการ และภาคส่วนต่าง ๆ

สำหรับการส่งมอบนวัตกรรมในครั้งนี้ วช. ได้สนับสนุนการพัฒนา “ห้องลดฝุ่นระดับชุมชน” ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงระบบ “FloodBoy” ที่ใช้สนับสนุนการเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการข้อมูลและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ นับเป็นการสะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมในการสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ภายในงานได้มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมและงานวิจัย จำนวน 9 ผลงาน จากนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบด้วย 1.ผลงาน “นวัตกรรมห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือ” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

2.ผลงาน “นวัตกรรมระบบลาดตระเวนชี้เป้าด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อการตรวจจับไฟป่าด้วยข้อมูลภาพจากอากาศยานไร้คนขับ (UAV-AI Forest Fire Detection System)” โดย ผศ.ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

3.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Fireman สู้ไฟป่าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล : รู้ไว-ถึงไว” โดย ผศ.ดร.พลภัทร เหมวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

4.ผลงาน “นวัตกรรมแพลตฟอร์ม Big Data สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ” โดย รศ.ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

5.ผลงาน” นวัตกรรมระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมน้ำหลาก FloodBoy” โดย ศาสตราจารย์ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

6.ผลงาน “นวัตกรรมโครงการเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำโดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมพลังงานสะอาด : ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell)” โดย ผศ.ดร.ฟ้าไพลิน ไชยวรรณ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

7.ผลงาน “นวัตกรรมกลไกป้องกันน้ำท่วมโดยชุมชน” โดย ผศ.ดร.วรพงศ์ ตระการศิรินนท์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

8.ผลงาน “นวัตกรรมระบบการเตือนภัยและแนวทางการป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองเชียงใหม่” โดย รศ.ชูโชค อายุพงศ์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

9.ผลงาน “นวัตกรรมแผนที่และข้อมูลความสูงของพื้นที่ความแม่นยำสูงพิเศษจากภาพถ่ายทางอากาศ” โดย ผศ.ดร.ภูดินันท์ สิงห์คำฟู จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ต่อมา เป็นพิธีมอบนวัตกรรม จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้ ผลงานวัตกรรม “ห้องลดฝุ่นแรงดันบวกควบคู่ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะด้วยเซ็นเซอร์ สำหรับกลุ่มเปราะบาง” และ ผลงานนวัตกรรม “FloodBoy” ให้กับหน่วยงานในพื้นที่เชียงใหม่ จำนวน 38 หน่วยงาน ในพื้นที่ภาคเหนือ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. และภาคีเครือข่ายจะเดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมโดยมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป