สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ว่า กฎหมายใหม่ดังกล่าว ซึ่งได้รับการเสนอเป็นครั้งแรกโดยคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) เมื่อปีที่แล้ว กำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อทำให้แน่ใจว่า ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเดิม รวมทั้งง่ายต่อการซ่อมแซมและการรีไซเคิล

ทั้งนี้ กฎหมายข้างต้นจะห้ามการทำลายสิ่งทอ และรองเท้าที่ขายไม่ออก และมีผลบังคับใช้นาน 2 ปี โดยบริษัทขนาดกลางจะได้รับการยกเว้นนาน 6 ปี ส่วนบริษัทขนาดเล็ก จะได้รับการยกเว้นทั้งหมด จากคำสั่งห้ามดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม อีซี มีอำนาจที่จะขยายขอบเขตของคำสั่ง ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ตกค้างอยู่ในสต๊อก นอกเหนือจากเสื้อผ้าและรองเท้าเช่นกัน

“มันถึงเวลาแล้วที่จะยุติโมเดล ‘ผลิต-ใช้-ทิ้ง’ ซึ่งเป็นอันตรายต่อโลกของเรา สุขภาพของเรา และเศรษฐกิจของเรา” นางอเลสซานดรา โมเรตตี สมาชิกของอีพี และผู้นำการออกกฎหมายดังกล่าวผ่านรัฐสภายุโรป กล่าว “ผลิตภัณฑ์ใหม่จะได้รับการออกแบบในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคน เคารพโลกของเรา และปกป้องสิ่งแวดล้อม”

อนึ่ง กฎหมายใหม่จะระบุถึงข้อกำหนดเฉพาะสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ เพื่อเพิ่มความทนทานของผลิตภัณฑ์ โดยจะให้ความสำคัญกับ “ผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบสูง” ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า, เฟอร์นิเจอร์, ที่นอน รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ภายใต้กฎระเบียบใหม่นี้ บริษัทขนาดใหญ่จะต้องรายงานเป็นประจำทุกปีว่า พวกเขาทิ้งผลิตภัณฑ์ของบริษัทไปมากน้อยเพียงใด พร้อมกับให้เหตุผล ซึ่งอียูหวังว่า สิ่งนี้จะส่งเสริมให้บริษัทเหล่านั้น ยกเลิกการดำเนินการข้างต้น.

เครดิตภาพ : AFP