สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ว่าสำนักงานตรวจสอบผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแห่งชาติเริ่มการตรวจสอบ และกำกับดูแลการเคลื่อนย้าย และการครอบครองเชื้อเพลิง “โดยไม่ได้รับอนุญาต” ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ บุคคลใดก็ตามซึ่งครอบครองเและเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิงมากกว่า 50 แกลลอน หรือ 180 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจต้องระวางโทษปรับสูงถึง 2,370 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 84,490.50 บาท ) และรับโทษจำคุกเป็นเวลานานสูงสุด 1 ปี
After buying fuel from filling stations, unlicensed resale will be strictly investigated and action will be taken in accordance with the law, said U Than Zaw, Secretary of the Fuel Import, Storage and Distribution Supervisory Committee.https://t.co/EzjARfp0rQ
— Eleven Myanmar (@ElevenMyanmar) December 10, 2023
การดำเนินการดังกล่าวของหน่วยงานรัฐในเมียนมาเกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การขาดแคลนเชื้อเพลิง ในเมืองย่างกุ้ง ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมาก นำพาหนะของตัวเองมาต่อแถวยาวเหยียด เพื่อรอเติมเชื้อเพลิง ตามสถานีบริการแทบทุกแห่ง ในเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ
แม้เดอะ โกลบอล นิว ไลต์ ออฟ เมียนมา ให้เหตุผลว่า สาเหตุของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “ความล่าช้า” ของการลำเลียงเชื้อเพลิงออกจากท่าเรือติละวา ในเขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา ที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้งไปทางตอนใต้ประมาณ 16 กิโลเมตร แต่ไม่มีการให้รายละเอียดเพิ่มเติม
Myanmar's Yangon hit by fuel shortage | https://t.co/n6zTdBvnIK pic.twitter.com/Q6tkTYCvfd
— Mizzima News (@MizzimaNews) December 7, 2023
อย่างไรก็ตาม รายงานอีกหลายกระแสระบุด้วยว่า สถานีบริการเชื้อเพลิงหลายแห่งในภูมิภาคพะโค ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองย่างกุ้ง ประสบกับภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเช่นกัน จนต้องมีการจำกัดการซื้อขายเชื้อเพลิง อยู่ที่ไม่เกิน 20 ลิตรต่อลูกค้า 1 คน
เศรษฐกิจของเมียนมาเผชิญกับภาวะถดถอยอย่างหนัก นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 ที่ซ้ำเติมด้วยมาตรการคว่ำบาตรของฝ่ายตะวันตก และสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารกับกองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งทวีความรุนแรงอีกครั้ง ตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา
ขณะที่ธนาคารโลก ( เวิลด์แบงก์ ) คาดการณ์เมื่อช่วงต้นปีนี้ ว่าเศรษฐกิจของเมียนมามีแนวโน้มเติบโตอีก 3% ภายในระยะเวลา 12 เดือน จนถึงเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังเป็นสถิติที่ต่ำกว่าเมื่อปี 2562 ประมาณ 10%.
เครดิตภาพ : AFP



