เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ลงนามประกาศระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญเป็นการกำหนดสถานที่คุมขังอื่นที่มิใช่เรือนจำ ตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 และพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังแต่ละประเภทและการอื่นตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 พร้อมส่งหนังสือแจ้งไปยัง ผบ.เรือนจำ ผอ.ทัณฑสถาน ผอ.สถานกักขัง และ ผอ.สถานกักกัน เพื่อให้ปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าว สำหรับระเบียบดังกล่าวมี 6 หมวด ประกอบด้วย หมวด 1 สถานที่คุมขัง หมวด 2 คุณสมบัติผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณาให้ออกไปคุมขังยังสถานที่คุมขัง หมวด 3 การพิจารณา หมวด 4 การคุมขังในสถานที่คุมขัง หมวด 5 การเพิกถอนการคุมขังในสถานที่คุมขัง หมวด 6 เบ็ดเตล็ด

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดนิยามสถานที่คุมขัง ผู้กำกับสถานที่คุมขัง และผู้ดูแลสถานที่คุมขัง และรายละเอียดน่าสนใจดังนี้ สถานที่คุมขัง หมายความว่า สถานที่คุมขังตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ ผู้กำกับสถานที่คุมขัง หมายความว่า ผู้บัญชาการเรือนจำที่ทำหน้าที่กำกับสถานที่คุมขัง ผู้ดูแลสถานที่คุมขัง หมายความว่า 1.ข้าราชการ พนักงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งอธิบดีมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการกำกับ ดูแลและรับผิดชอบผู้ต้องขังซึ่งได้รับอนุญาตให้ไปคุมขังในสถานที่คุมขัง หรือ 2.เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่คุมขัง ซึ่งได้ให้ความยินยอมและยอมรับที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไข


ส่วนคณะทำงาน หมายความว่า คณะทำงานพิจารณาการคุมขังในสถานที่คุมขัง ประกอบด้วย รองอธิบดีที่กำกับดูแลกองทัณฑวิทยา เป็นประธาน ผอ.กองทัณฑวิทยา ผอ.กองทัณฑปฏิบัติ ผอ.กองพัฒนาพฤตินิสัย ผอ.กองบริการทางการแพทย์ และ ผอ.กองกฎหมาย และบุคคลภายนอกซึ่งอธิบดีแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข 1 คน และด้านสังคมสงเคราะห์หรืออุตสาหกรรม 1 คน เป็นคณะทำงาน โดยมีผู้อำนวยการกลุ่มงานมาตรการ ควบคุมผู้ต้องขัง สังกัดกองทัณฑวิทยา เป็นคณะทำงานและเลขานุการ และข้าราชการสังกัดกองทัณฑวิทยา ที่ได้รับมอบหมายอีกไม่เกิน 2 คน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้คณะทำงานตามวรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1.พิจารณากลั่นกรองการให้ผู้ต้องขังรายใดคุมขังในสถานที่คุมขัง และการเพิกถอนการคุมขังเสนอต่ออธิบดีเพื่อพิจารณาอนุมัติ 2.เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะอื่นเกี่ยวกับการคุมขังในสถานที่คุมขังต่ออธิบดี 

หมวด 1 สถานที่คุมขัง การคุมขังผู้ต้องขังในสถานที่คุมขังให้สามารถทำได้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ และในสถานที่คุมขัง ดังต่อไปนี้ 1.การปฏิบัติตามระบบการจำแนกและการแยกคุมขัง โดยคุมขังในสถานที่สำหรับอยู่อาศัย สถานที่สำหรับควบคุม กักขัง หรือกักตัวตามกฎหมายของทางราชการที่มิใช่เรือนจำ 2.การดำเนินการตามระบบการพัฒนาพฤตินิสัย โดยคุมขังในสถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐใช้ประโยชน์ในการจัดทำบริการสาธารณะ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ วัดตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ มัสยิดตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารองค์กรศาสนา อิสลาม สถานที่ทำการหรือสถานประกอบการของเอกชน สถานที่ทำการของมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ หรือสถานที่ที่ใช้สำหรับการสังคมสงเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นของทางราชการหรือเอกชน 3.การรักษาพยาบาลผู้ต้องขัง โดยคุมขังในสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน 4.การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย โดยคุมขังในสถานที่คุมขังตาม (1) (2) หรือ (3) 

ส่วนสถานที่คุมขังตามระเบียบ ต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้ 1.กรณีอสังหาริมทรัพย์ ต้องมีทะเบียนบ้านและเลขประจำบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร 2.กรณีอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต้องมีเลขที่อาคาร เลขที่ห้อง อักษรหรือสัญลักษณ์อื่นใด ที่สามารถระบุตำแหน่งของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวว่าอยู่ตำแหน่งใดของอสังหาริมทรัพย์ และอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวนั้นต้องมีทะเบียนบ้านและเลขประจำบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร 3.สามารถกำหนดตำแหน่งหรือพิกัดเพื่อใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ 

หมวด 2 คุณสมบัติของผู้ต้องขังที่ได้รับการพิจารณา ให้ออกไปคุมขังยังสถานที่คุมขังนั้น ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.เป็นผู้ต้องขังตามกฎหมายราชทัณฑ์ 2.ผ่านการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังหรือทบทวนแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคล และคณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังประจำเรือนจำเห็นว่าควรกำหนดแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคลโดยให้คุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบนี้ 3.มีคุณสมบัติเฉพาะและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในประกาศกำหนดคุณสมบัติเฉพาะ ลักษณะต้องห้าม และวิธีการคุมขังในสถานที่คุมขังสำหรับผู้ต้องขังแต่ละกลุ่มของกรมราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม หากผู้ต้องขังใดมีลักษณะดังต่อไปนี้จะไม่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกไปคุมขังในสถานที่คุมขัง ได้แก่ 1.มีโทษกักขังแทนโทษจำคุก กักขังแทนค่าปรับ มีโทษปรับซึ่งยังไม่ได้ชำระค่าปรับ หรือต้อง ถูกกักกันตามคำสั่งศาลภายหลังพ้นโทษ ไม่ว่าจะในคดีนี้หรือคดีอื่น 2.อยู่ระหว่างถูกดำเนินการทางวินัย หรือถูกลงโทษทางวินัย 

หมวด 3 การพิจารณาให้ผู้ต้องขังออกไปคุมขังในสถานที่คุมขังตามระเบียบนี้ มีขั้นตอนดังนี้ 1.ให้คณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะของผู้ต้องขังประจำเรือนจำดำเนินการคัดกรองแล้วเสนอต่อ ผบ.เรือนจำ 2.ให้คณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะผู้ต้องขังประจำเรือนจำ ตรวจสอบคุณสมบัติผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดและไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้แก่ ข้อมูลการถูกดำเนินคดีซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลในคดีอื่น ประวัติและพฤติกรรมก่อนต้องโทษ ประวัติการใช้ความรุนแรงหรือการใช้ความรุนแรงภายในครอบครัว ประวัติการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ประวัติการกระทำผิดความผิดเกี่ยวกับเพศ การเปลี่ยนหรือย้ายที่อยู่อาศัย พฤติกรรมขณะต้องโทษ และรายละเอียดอื่นเท่าที่จะรวบรวมได้ และพิจารณาว่าผู้ต้องขังดังกล่าวสมควรที่จะใช้วิธีการคุมขังในสถานที่คุมขังหรือไม่

ทั้งนี้ ในกรณีที่คณะทำงานเห็นสมควร ให้กำหนดแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมีรายละเอียดอย่างไร มีเงื่อนไขให้ปฏิบัติหรือข้อห้ามใด และมีข้อกำหนดใดที่ผู้ดูแลสถานที่คุมขังจะต้องปฏิบัติ รวมทั้งความยินยอมของผู้ดูแลสถานที่คุมขัง จากนั้นให้คณะทำงานเสนอ ผบ.เรือนจำ เพื่อพิจารณา จากนั้นเมื่อ ผบ.เรือนจำได้รับความเห็นของคณะทำงานเพื่อจำแนกลักษณะผู้ต้องขังประจำเรือนจำแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.หากพิจารณาแล้วเห็นชอบ ให้เสนอแผนการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังรายบุคคลโดยให้คุมขังในสถานที่คุมขังให้กรมราชทัณฑ์พิจารณา 2.กรณีพิจารณาแล้วไม่เห็นชอบ ให้ดำเนินการคืนเรื่องและไม่ให้เสนอต่อ ผบ.เรือนจำ จนกว่าจะครบกำหนด 5 เดือนนับแต่วันคืนเรื่อง และหากอธิบดีกรมราชทัณฑ์พิจารณาอนุมัติให้ผู้ต้องขังดังกล่าวไปคุมขังในสถานที่คุมขังใด ให้ดำเนินการประกาศในระบบสารสนเทศของกรมราชทัณฑ์ 

หมวด 4 การคุมขังในสถานที่คุมขัง เมื่ออธิบดีอนุมัติให้ผู้ต้องขังรายใดไปคุมขังในสถานที่คุมขัง ให้ ผบ.เรือนจำที่เสนอเรื่องเป็นผู้กำกับสถานที่คุมขัง มีอำนาจหน้าที่ดังนี้ 1.กำกับดูแลผู้ต้องขังและผู้ดูแลสถานที่คุมขัง 2.มอบหมายเจ้าพนักงานเรือนจำไปตรวจสอบสถานที่คุมขัง หมวด 5 การเพิกถอนการคุมขังในสถานที่คุมขัง คณะทำงานเสนออธิบดีกรมราชทัณฑ์เพิกถอนการคุมขังในสถานที่คุมขังได้ในกรณีดังต่อไปนี้ อาทิ 1.ผู้ต้องขังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือฝ่าฝืนข้อห้าม 2.มีเหตุที่ทำให้สถานที่คุมขังไม่สามารถใช้คุมขัง หรือผู้ดูแลสถานที่คุมขังไม่สามารถทำหน้าที่ดูแลสถานที่คุมขังได้อีกต่อไป หรือ 3.เหตุที่นำมาพิจารณากำหนดให้คุมขังในสถานที่คุมขังหมดไป หรือได้รับการแก้ไขด้วยวิธีการอื่นแล้ว ให้ผู้กำกับสถานที่คุมขังนำตัวผู้ต้องขังกลับมาจำคุกที่เรือนจำทันทีแล้วเสนอรายงานต่อกรมราชทัณฑ์ 

หมวด 6 ในกรณีมีเหตุร้ายแรงอันอาจจะเกิดภยันตรายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้ต้องขังที่คุมขัง ในสถานที่คุมขัง ผู้บัญชาการเรือนจำอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานเรือนจำนำตัวมาขังไว้ในเรือนจำจนกว่าเหตุดังกล่าวจะสิ้นสุดลงก็ได้ ในกรณีนี้ไม่ให้ถือว่าเป็นการเพิกถอนการคุมขังในสถานที่คุมขังแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 ดังกล่าวประกาศออกมา ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่เหลือโทษเพียง 1 ปี และยังคงอยู่ระหว่างการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำที่ รพ.ตำรวจ หลังเข้ารับการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก อีกทั้งจะครบระยะเวลาการนอนพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติตั้งแต่ขั้นตอนความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษา เสนอไปยัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และปิดท้ายด้วยความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นที่ตั้งข้อสังเกตกันว่าระเบียบดังกล่าวนี้จะครอบคลุมถึงกรณีนายทักษิณด้วยหรือไม่ และจนถึงตอนนี้ยังคงไม่มีการอธิบายรายละเอียดหรือคำยืนยันใดจากทางผู้บริหารของกรมราชทัณฑ์ หรือกระทรวงยุติธรรม.