นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำ ว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ฝนในพื้นที่ภาคใต้ จะมีฝนตกหนักต่อเนื่องในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ในช่วงวันที่ 18 ธ.ค. และ 22 ธ.ค. นี้ สทนช. ได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคใต้ ที่จัดตั้งที่ ศอ.บต. จ.ยะลา เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมทั้งเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกกว่าร้อยละ 80 ด้วย ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ที่จำเป็นต้องควบคุมการปรับอัตราการระบายน้ำตามสถานการณ์ให้มีความเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อนปัตตานี นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลับและระดับน้ำล้นตลิ่ง บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของคลองท่าแนะ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส อีกด้วย
ขณะนี้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศ ได้เข้าสู่ช่วงฤดูแล้งแล้ว สทนช. ได้ประสานบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าติดตามระวังพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและให้การช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที สำหรับสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 14 ธ.ค. 66 มีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 62,930 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 76% ของปริมาณการกักเก็บ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วประมาณ 3,781 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เฝ้าระวังปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์เก็บกักสูงสุด 9 แห่ง และให้เฝ้าระวังปริมาณน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เก็บกักต่ำสุด 3 แห่ง
อย่างไรก็ตาม จากการติดตามการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ในทุกภาคส่วนขณะนี้ยังใกล้เคียงกับแผนที่วางไว้ โดยจัดสรรไปแล้ว 4,551 ล้าน ลบ.ม. หรือ 21% จากแผนจัดสรรน้ำทั้งหมด 21,810 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ภาคกลางเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยการประเมินสถานการณ์น้ำของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคกลาง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ สามารถสนับสนุนการทำนาปรังได้ 4 ล้านไร่ ขณะนี้เพาะปลูกไปแล้วประมาณ 2 ล้านไร่ คิดเป็น 50% ซึ่งยังคงอยู่ในแผน โดยจะควบคุมให้เป็นไปตามแผนอย่างรัดกุม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์เอลนีโญจนถึงเดือน พ.ค. 67 แต่ก็ยังคงต้องติดตามวิเคราะห์คาดการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มฝนปีหน้าอาจจะน้อยกว่าค่าปกติด้วย
ในส่วนการเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อย ได้แก่ อ่างเก็บน้ำกระเสียว ที่ได้มีการทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่แล้วว่า ไม่สามารถส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ เพราะต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และภาคอุตสาหกรรมบางส่วนเป็นหลัก ทั้งนี้ หากสามารถบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 เป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะมีน้ำต้นทุนเพียงพอกับความต้องการตลอดฤดูกาลอย่างแน่นอน นอกจากนี้ ได้คาดการณ์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ล่วงหน้าทั้งประเทศหลังสิ้นสุดฤดูแล้งและเข้าสู่ช่วงต้นฤดูฝนวันที่ 1 พ.ค. 67 ว่าจะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ประมาณ 44,992 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 21,455 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 45% น้ำใช้การเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา จะมีปริมาณต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักรวม 15,297 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 62% และพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะมีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างฯ บางพระ อ่างฯ ประแสร์ และอ่างฯ หนองปลาไหล รวมประมาณ 296 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 51% ซึ่งจะเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน



