ปัจจุบันพืชกระท่อมได้รับการปลดล็อคออกจากบัญชียาเสพติดของประเทศไทย โดยถูกยกเลิกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไปตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 ทำให้ประชาชาทั่วไปสามารถใช้พืชกระท่อมด้วยการเคี้ยว การต้มทำน้ำกระท่อม หรือชากระท่อมดื่มได้ตามวิถีท้องถิ่น

ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2564 ได้มีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหารแล้ว ปัจจุบันจึงสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือต้มน้ำกระท่อมในเชิงอุตสาหกรรมได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

พืชกระท่อม หรือ Mitragyna speciosa Korth เป็นพืชในวงศ์กาแฟ มีชื่อเรียกหลายชื่อ ทางภาคใต้เรียก ท่อม ภาคกลางเรียก อีถ่าง มาเลเซียนเรียก เบี๊ยะ (biak) หรือ เคอตุ่ม (ketum) หรือ เซบัท (sepat) เป็นพืชท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, พม่า และ ปาปัวนิวกินี ซึ่งพบว่ามีการใช้งานพืชกระท่อมในฐานะ “ยาสมุนไพร” มาตั้งแต่อย่างน้อยคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยพืชกระท่อมมีคุณสมบัติโอปีออยด์ และมีผลคล้ายสารกระตุ้นบางส่วน

ประวัติการบ่งใช้ที่ผ่านมาพบว่าผู้คนบางส่วนใช้กระท่อมเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรัง, อาการถอนฝิ่น รวมไปถึงการใช้ในเชิงนันทนาการ ซึ่งฤทธิ์ของกระท่อมใช้เวลาแสดงผลอยู่ที่ประมาณ 5-10 นาที และจะคงอยู่ไปถึง 2-5 ชั่วโมง เป็นพืชสมุนไพรดั้งเดิมที่พบในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยกระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15-30 เมตร เปลือกต้นสีเทา ลำต้นของกระท่อมมีลักษณะตรง แตกกิ่งก้านน้อย ลักษณะเป็นใบเดี่ยว เรียงเป็นคู่ตรงกันข้าม ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบป้าน ขอบใบเรียบ แต่บางชนิดอาจมีปลายใบเป็นหยัก เรียก ชนิดหางก้ัง หรือ ยักษ์ใหญ่ ผิวใบเรียบลื่น แผ่นใบบาง ด้านท้องใบมีเส้นใบเป็นสันเห็นได้ชัดเจน มีเส้นแขนงใบ ข้างละประมาณ 10-15 เส้น

ขนาดใบกระท่อมนั้นแตกต่างกันในแต่ละพื้นถิ่น ใบเพสลาดกว้าง 10-16 เซนติเมตร ก้านใบยาว 3-5 เซนติเมตร ยอดอ่อนเห็นหูใบรูปใบหอกอยู่ตรงกลางระหว่างกันใบอ่อนทั้งสองข้าง จำนวน 1 คู่ เส้นบริเวณท้องใบเป็นสัน ดอกเป็นช่อกระจุกแน่นทรงกลม ออกจากปลายกิ่งประมาณ 1-3 ช่อ ก้านช่อดอกยาว 7-12 เซนติเมตร แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยประมาณ 70-80 ดอก ดอกเมื่อแรกบานมีสีขาวนวลแล้วเปลี่ยนเป็น สีเหลือง เป็นชนิดดอกแบบสมบูรณ์เพศ ลักษณะผลกลุ่มอัดแน่นเป็นรูปทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร ภายในผลย่อยมีเมล็ดประมาณ 140-160 เมล็ด และมีปีกบาง ๆ สามารถปลิวไปได้ไกล

ด้วยความหลากหลายในการปลูกแต่ละพื้นที่ การจะนำพืชกระท่อมมาใช้จึงจำเป็นต้องมีการคัดคุณภาพเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่เหมาะสมในการผลิตตามลักษณะการใช้งาน โดยปกติแล้วการคัดคุณภาพพืชกระท่อม จะต้องส่งใบกระท่อมไปตรวจสอบด้วยวิธีมาตรฐาน HPLC ซึ่งมีราคาแพงและใช้เวลารอผลนาน แต่ล่าสุดผลวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ซึ่งได้ทำการทดสอบสารอินโดลอัลคาลอยด์ (Indole Alkaloid) ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชกระท่อม โดยอาศัยการเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสี ทำให้สามารถนำมาผลิตเป็นชุดทดสอบคุณภาพใบกระท่อมที่สะดวกรวดเร็วและราคาไม่แพง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชกระท่อม

ชุดทดสอบคุณภาพเบื้องต้น

ผศ.ดร.อภิชัย พลชัย อาจารย์ประจำ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.อ. กล่าวว่า งานวิจัยดังกล่าวเป็นการทดสอบสารไมทราไจนีน (Mitragynine) หรือสารอินโดลอัลคาลอยด์ (Indole Alkaloid) ในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของพืชกระท่อม โดยอาศัยการเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงสีเมื่อสารไมทราไจนีน (สารอินโดลอัลคาลอยด์หลักในพืชกระท่อม) ทำปฏิกิริยากับน้ำยาเซ็นเซอร์ทดสอบ แล้วนำสีที่เปลี่ยนแปลงมาเทียบกับแถบสีมาตรฐานเพื่ออ่านค่าความเข้มข้นของสารไมทราไจนีนจากตัวอย่างทดสอบ หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร

จากผลวิจัยดังกล่าว ทำให้การทดสอบสารประกอบในพืชกระท่อมทำได้โดยไม่ยุ่งยาก และผู้ทำการทดสอบก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ สามารถใช้เวลาในการทดสอบไม่เกิน 15 นาที ให้ผลที่แม่นยำถึง 88.9% โดยในเบื้องต้นนี้สามารถทดสอบได้กับผงและเครื่องดื่มจากใบกระท่อมเท่านั้น ยังไม่สามารถใช้กับใบกระท่อมสดได้

โดยวิธีการตรวจสอบเริ่มจากนำช้อนที่มากับชุดตรวจ ตักผงหรือใบกระท่อมแห้งบดประมาณ 10 มก. หรือ ¼ ของช้อน ใส่ลงในหลอดผสมแล้วเขย่าให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ 3 นาที จากนั้นนำหลอดหยดดูดสารสกัดที่จะใช้ทดสอบ หยดลงในหลอดเซ็นเซอร์ทดสอบ ตั้งทิ้งไว้ 15 นาที โดยไม่ต้องเขย่า ส่วนการแปลผล ให้สังเกตุการเปลี่ยนแปลงของสี โดยเทียบค่าตามแถบสีที่มีในชุดตรวจ ยิ่งเข้มมากปริมาณของสารไมทราไจนีนยิ่งมาก หากไม่พบการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าไม่พบสารไมทราไจนีน

การทดสอบดังกล่วมีความสำคัญ เนื่องจากการส่งออกพืชกระท่อมไปต่างประเทศ ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกระท่อมใช้การวัดปริมาณสารไมทราไจนีนเป็นหลักในการรับซื้อ โดยผลิตภัณฑ์ที่มีสารไมทราไจนีนอยู่ระหว่าง 1.7%-2.1% ถือเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพมาตรฐาน และหากมีสารไมทราไจนีนมากกว่า 2.1% ถือเป็นคุณภาพระดับพรีเมียม เนื่องจากใช้ปริมาณของกระท่อมน้อยแต่ได้สารไมทราไจนีนมาก

ด้วยเหตุนี้การทดสอบสารไมทราไจนีนจึงมีความสำคัญ การนำผลวิจัยดังกล่าวไปผลิตเป็นชุดทอดสอบคุณภาพจึงถือเป็นประโยชน์สำหรับเกษตกร และการควบคุมปริมาณไมทราไจนีนในผลิตภัณฑ์แปรรูปกระท่อม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ที่มีการปลูกและบริโภคอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในภาคใต้ของไทย ม.อ.ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับกระท่อมมากที่สุดในประเทศ จึงให้การสนับสนุนงานวิจัยอย่างเต็มที่

“ชุดทดสอบสารไมทราไจนีน นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการทดสอบปริมาณสารไมทราไจนีนเบื้องต้น สามารถทราบผลได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุนในการทดสอบ” ผศ.ดร.อภิชัย กล่าวและว่าการทดสอบนี้จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้แปรรูปแปรรูปผลิตภัณฑ์จากพืชกระท่อม ผู้ส่งออก รวมถึงผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ดร.นำโชค โสมาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์แล็บส์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (MASTER LABS INCORPORATION CO., LTD.) ML เผยว่า ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการนำผลวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ มาผลิตเป็นชุดทดสอบสารไมทราไจนีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในใบกระท่อมเพื่อนำไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกใบกระท่อม รวมถึงผู้แปรรูป และผู้ส่งออก ในการคัดคุณภาพใบกระท่อมเบื้องต้นด้วยตนเอง

ชุดทดสอบนี้ใช้งานง่าย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ สามารถตรวจสอบและทราบผลเร็วภายใน 15 นาที อีกทั้งราคาจำหน่ายต่อชุดไม่สูงมาก โดยราคาต่อกล่อง (บรรจุ 5 ชุดตรวจ) 2,000 บาท ตกชุดละ 400 บาท ทำให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถซื้อไปทดสอบได้ด้วยตัวเอง

ดร.นำโชค กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดกระท่อมที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท มีผู้บริโภคมากถึง 15 ล้านคน โดยมีประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีการส่งออกกระท่อมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก มีมูลค่าทางการตลาดรวมอยู่ที่ 6,100-10,000 ล้านบาท

การปลดล็อคพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดของประเทศไทย จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับเกษตรกร ผู้แปรรูป รวมถึงผู้ส่งออกกระท่อม โดยสารสกัดจากพืชใบกระท่อมที่สำคัญ คือไมทราไจนีน เป็นกลุ่มสารที่สามารถไปนำใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจ โดยใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มได้

แต่การจะนำสารสกัดจากกระท่อมไปใช้ หรือแม้กระทั่งส่งออกผลิตภัณฑ์กระท่อมแปรรูป จำเป็นต้องมีการตรวจวิเคราะห์สารสำคัญให้ตรงตามมาตรฐาน เพื่อนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดโทษ ซึ่งบริษัทเลงเห็นความสำคัญของการตรวจสอบปริมาณสารไมทราไจนีนอย่างง่าย เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ ได้ทราบปริมาณสารไมทราไจนีนเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว ก่อนนำส่งทดสอบด้วยวิธีมาตรฐาน HPLC ซึ่งมีราคาแพงและใช้เวลารอผลนาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับการนำพืชกระท่อมไปใช้หรือเพื่อการส่งออก

ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ทางอีเมลล์ [email protected] หรือไลน์ @masterlabs