สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ว่า ศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของกองทัพสหรัฐ (เซนต์คอม) ออกแถลงการณ์ว่า เครื่องบินขับไล่เอฟ-18 จากเรือรบติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธชั้นอาร์ลีห์-เบิร์ก “ยูเอสเอส ลาบูน” ในทะเลแดง สามารถยิงสกัดขีปนาวุธอย่างน้อย 3 ลูก โดรนอีก 12 ลำ และขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินอีก 2 ลูก ซึ่งมีทิศทางการยิงมาจากฐานที่มั่นของกองกำลังฮูตีในเยเมน ภายในระยะเวลาเพียง 10 ชั่วโมง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา


ขณะที่กองกำลังฮูตีออกแถลงการณ์ ว่าจะปฏิบัติการในช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ที่อยู่ทางตอนใต้สุดของทะเลแดง และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญ เชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย “ต่อให้สหรัฐรวบรวมสมัครพรรคพวกจากทั่วโลกเพื่อหยุดยั้งก็ตาม”


ทั้งนี้ กลุ่มฮูตีซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมน กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวจะสิ้นสุด เมื่ออิสราเอลยุติ “อาชญากรรมร้ายแรง” ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา และเปิดทางให้มีการส่งมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่พื้นที่ “ด้วยความราบรื่น”


อนึ่ง การที่ความเสี่ยงในการเดินเรือผ่านทะเลแดงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนหลายอย่างของบริษัทเดินเรือเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้บริษัทชิปปิ้งชั้นนำหลายแห่งของโลก พร้อมใจระงับการเดินทางเรือผ่านทะเลแดง และเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ นำโดยบริษัท เมอส์ก จากเดนมาร์ก เอ็มเอสซีของสวิตเซอร์แลนด์ และเอเวอร์กรีนของไต้หวัน โดยเมอส์ก กล่าวว่า จะเปลี่ยนไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮป ที่แอฟริกาใต้แทน.

เครดิตภาพ : AFP