เมื่อวันที่ 1 พ.ค. กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ไขข้อเท็จจริงกรณีพบ “วัวแดงด่าง” (Leucism) ในพื้นที่ห้วยขาแข้ง  จากการรายงานการพบวัวแดงที่มีลักษณะขนสีขาวผิดปกติจำนวน 5 ตัว บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง หลายฝ่ายอาจตั้งข้อสังเกตว่าเป็นสัญญาณของความอุดมสมบูรณ์หรือความโชคดี แต่ในทางวิชาการสัตว์ป่า ปรากฏการณ์นี้คือ “ความผิดปกติทางพันธุกรรม” ที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์

​​ข้อมูลจากการศึกษาของ รัตนวัฒน์ (2569) ระบุชัดเจนว่า วัวแดงกลุ่มนี้ไม่ได้เป็น “โรคเผือก” (Albinism) แต่เป็นภาวะด่าง (Leucism) ซึ่งมีความแตกต่างกันทางสรีรวิทยา กล่าวคือ​ ภาวะด่าง (Leucism) เกิดจากความบกพร่องของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี (Melanocytes) ส่งผลให้ขนมีสีขาวหรือสีจางลงเพียงบางส่วน หรือทั่วทั้งตัว แต่ดวงตายังคงมีเม็ดสีปกติ (สีดำหรือน้ำตาล) เนื่องจากเซลล์เม็ดสีในดวงตาพัฒนามาจากแหล่งที่ต่างกัน​ แต่โรคเผือก (Albinism) เกิดจากการขาดเอนไซม์ Tyrosinase ทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตเม็ดสีเมลานินได้เลย สัตว์จะมีขนขาว ผิวหนังชมพู และดวงตาสีแดงหรือชมพู

ภาวะนี้เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการกระจายตัวของเซลล์สร้างเม็ดสีในระยะตัวอ่อน (Embryonic development) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของอาหารหรือระบบนิเวศตามที่เข้าใจผิดกันทั่วไป

​ภาวะด่างมักถูกควบคุมโดย ยีนด้อย (Recessive Gene) ซึ่งจะแสดงผลออกมาเมื่อลูกได้รับยีนผิดปกตินี้จากทั้งพ่อและแม่​ การพบสัตว์ที่มีลักษณะเด่นชัดเช่นนี้ในกลุ่มเดียวกันหลายตัว อาจเป็นดัชนีชี้วัดว่า ประชากรวัวแดงในพื้นที่นั้นเริ่มมีการผสมพันธุ์กันเองในเครือญาติใกล้ชิด ทำให้ยีนด้อยที่แฝงอยู่ปรากฏออกมา​ ในทางประชากรศาสตร์ หากวัวแดงกลุ่มนี้มีการผสมข้ามกับกลุ่มอื่นที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงขึ้น (Outbreeding) ลักษณะด่างนี้จะค่อยๆ ถูกกลบหายไปและพบน้อยลงตามหลักของ Mendel

​ในเชิงนิเวศวิทยา การมีขนสีขาวถือเป็น “ข้อเสียเปรียบในการคัดเลือกโดยธรรมชาติ” สีขาวโดดเด่นท่ามกลางป่า ทำให้วัวแดงกลุ่มนี้ตกเป็นเป้าสายตาของสัตว์ผู้ล่า (Predators) เช่น เสือโคร่ง ได้ง่ายกว่าวัวที่มีสีแดงตามปกติ​ เมลานินมีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังจากรังสี UV การขาดเม็ดสีอาจทำให้สัตว์ไวต่อแสงแดดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่พบว่าลักษณะนี้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อโครงสร้างประชากรวัวแดงโดยรวม หรือกระทบต่อสมดุลระบบนิเวศในพื้นที่ห้วยขาแข้ง เนื่องจากเป็นเพียงความผิดปกติเฉพาะตัว

​ในทัศนะของนักวิชาการสัตว์ป่า “ไม่จำเป็นและไม่ควร” แยกวัวแดงกลุ่มนี้ออกมา ด้วยเหตุผล​คือ​ หลักการปล่อยให้ธรรมชาติคัดเลือก ลักษณะดังกล่าวไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นเรื่องของยีน หากพวกมันไม่สามารถปรับตัวหรือพรางตัวได้ ธรรมชาติจะเป็นผู้คัดออกเองตามกลไก Survival of the Fittest ซึ่งการจับแยกอาจส่งผลต่อพฤติกรรมทางสังคมและการสืบพันธุ์ของสัตว์ป่า

​​กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีแผนที่จะติดตามประชากรวัวแดงกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้นักวิชาการจากสถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัยทางพันธุศาสตร์ เข้ามาร่วมเก็บตัวอย่าง (เช่น มูล หรือ ขน) เพื่อวิเคราะห์หาเครื่องหมายทางพันธุกรรม (Genetic Markers) การศึกษาเชิงลึกจะช่วยยืนยันได้ว่า ประชากรวัวแดงในห้วยขาแข้งกำลังเผชิญกับภาวะความหลากหลายทางพันธุกรรมต่ำหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนอนุรักษ์เชิงรุก มากกว่าการประเมินเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่มองเห็น

​ทั้งนี้ การพบวัวแดงด่างคือปรากฏการณ์ทางพันธุกรรมที่น่าสนใจในเชิงวิจัย และเป็นความท้าทายในการรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ป่าไทยในระยะยาว

ก่อนหน้านี้กรมอุทยานฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการพบ “วัวแดงเผือก” ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไปก่อนหน้านี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อความคลาดเคลื่อนของข้อมูลดังกล่าว ขณะนี้ทางกรมฯ กำลังดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดร่วมกับทีมนักวิชาการอย่างถี่ถ้วน เพื่อความถูกต้องและชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ เมื่อได้ข้อสรุปที่ถูกต้องชัดเจนแล้ว ทางเพจจะรีบนำข้อมูลที่ถูกต้องมาแจ้งให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทราบโดยเร็วที่สุด ขอขอบคุณและขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี้