สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่า ข้อเสนอสำหรับการทยอยเปิดพื้นที่ 280,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคอาร์กติก ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภานอร์เวย์ ด้วยคะแนนเสียง 80-20 เสียง
ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงกลุ่มเล็กรวมตัวบริเวณด้านนอกของอาคารรัฐสภา ในกรุงออสโล พร้อมกับชูป้ายที่มีข้อความว่า “หยุดการทำเหมืองใต้ทะเลลึก” และ “นอร์เวย์ปกป้องมหาสมุทรของพวกเรา”
นอร์เวย์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก กำลังกลายเป็นประเทศกลุ่มแรกที่สำรวจพื้นมหาสมุทร เพื่อหาแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้ประเทศอาจเป็นผู้ผลิตแร่รายใหญ่ได้ แต่การทำเหมืองใต้ทะเลลึก ยังคงเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากมันอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลที่เปราะบาง
#UPDATE Norway's parliament on Tuesday adopted a government plan to open up parts of its seabed to mining exploration, despite protests from activists and scientists' warnings about the uncertain environmental impact ⬇️ https://t.co/juXwZuJdyg
— AFP News Agency (@AFP) January 9, 2024
เมื่อช่วงต้นปี 2566 คณะกรรมการนอกชายฝั่งนอร์เวย์ เผยแพร่รายงานที่สรุปว่า ก้นทะเลมีทรัพยากรจำนวนมาก รวมถึงแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ทองแดง, สังกะสี และโคบอลต์ จากนั้นในเดือน มิ.ย. รัฐบาลเสียงข้างน้อยของนอร์เวย์ เสนอให้มีการอนุญาตทำเหมืองที่ก้นทะเลของประเทศ ในภูมิภาคอาร์กติก ซึ่งต่อมาในเดือน ธ.ค. รัฐบาลประกาศการบรรลุข้อตกลงกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา และผลักดันข้อเสนอดังกล่าวให้ผ่านการรับรอง
อย่างไรก็ตาม องค์กรอิสระ (เอ็นจีโอ) หลายแห่ง และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก กล่าวเตือนว่า การทำเหมืองใต้ทะเลลึก อาจสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย และเป็นอันตรายต่อสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีคนรู้จักน้อย แต่อาจมีความสำคัญต่อห่วงโซ่อาหาร
นอกจากนี้ พวกเขายังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของผลกระทบต่อความสามารถของมหาสมุทร ในการดูดซับคาร์บอนที่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ และเสียงที่อาจรบกวนสัตว์บางสายพันธุ์ เช่น วาฬ
กระนั้น รัฐบาลออสโลเน้นย้ำว่า แผนการดังกล่าว มี “การพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม” ในทุกขั้นตอนของกระบวนการ อีกทั้งการสกัดแร่ธาตุนั้น จะได้รับอนุญาตก็ต่อเมื่อแผนการสกัดของผู้ที่มีใบอนุญาต แสดงให้เห็นว่า การสกัดแร่สามารถดำเนินในลักษณะที่ยั่งยืน และมีความรับผิดชอบ.
เครดิตภาพ : AFP



