สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เมื่อวันที่ 10 ม.ค. ว่าศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของสหรัฐ (เซนต์คอม) รายงานว่า เครื่องบินขับไล่เอฟ-18 จากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เรือพิฆาตของกองทัพสหรัฐอีก 3 ลำ และเรือหลวง เอชเอ็มเอส ไดมอนด์ ของกองทัพสหราชอาณาจักร ร่วมกันสกัดโดรน 18 ลำ และขีปนาวุธอีก 3 ลูก ซึ่งยิงโดยกองกำลังฮูตีที่มีฐานอยู่ในเยเมน เพื่อโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดง
ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของกองกำลังฮูตี นับตั้งแต่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ปะทุในฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566
Houthi Attack on International Shipping
— U.S. Central Command (@CENTCOM) January 10, 2024
On Jan. 9, at approximately 9:15 p.m. (Sanaa time), Iranian-backed Houthis launched a complex attack of Iranian designed one-way attack UAVs (OWA UAVs), anti-ship cruise missiles, and an anti-ship ballistic missile from Houthi-controlled… pic.twitter.com/KWPRidwiWI
นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการภูมิภาคกลางของสหรัฐ (เซนต์คอม) ระบุว่า กลุ่มฮูตีก่อเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในทะเลแดงแล้วไม่ต่ำกว่า 25 ครั้ง นับตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. ปีที่แล้ว และกองทัพสหรัฐเป็นผู้ปฏิบัติการตอบโต้ครั้งหนึ่ง ด้วยการจมเรือของกลุ่มฮูตี 3 ลำ ซึ่งพยายามจู่โจมเรือเมอส์ก หางโจว ส่งผลให้นักรบฮูตีเสียชีวิต 10 ราย
สถานการณ์รุนแรงและตึงเครียดในทะเลแดง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยบริษัทเมอส์ก หนึ่งในผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของโลกจากเดนมาร์ก ระงับให้บริการขนส่งสินค้าผ่านทะเลแดงและคลองสุเอซ “อย่างไม่มีกำหนด” โดยจะปรับเปลี่ยนเส้นทางไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกาใต้แทน
ด้านบริษัทซีเอ็มเอ ซีจีเอ็ม หนึ่งในผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลรายใหญ่ของโลกจากฝรั่งเศส ประกาศปรับอัตราค่าระวางสำหรับตู้คอนเทเนอร์ขนาด 40 ฟุต ที่จะขนส่งในเส้นทางระหว่างเอเชียกับเมดิเตอร์เรเนียน เพิ่มขึ้นสองเท่า จาก 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 105,109.50 บาท) เป็น 6,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 210,219 บาท).
เครดิตภาพ : UK Ministry of Defence



