สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 ม.ค. ว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุด ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา และถือเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สร้างสถิติใหม่ เป็นปีที่ 22 ติดต่อกัน อีกทั้งความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับแรงหนุนจากจีน ซึ่งเป็นทั้งผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดในโลก และผู้มีอิทธิพลด้านพลังงานหมุนเวียนของโลก

แม้การเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับพลังงานลม ควบคู่กับการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล มีความสำคัญอย่างยิ่งในการบรรลุเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ไออีเอ ระบุว่า โลกยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย ในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า ภายในปี 2573 ตามมติเห็นชอบจากเกือบ 200 ประเทศ ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามกรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ครั้งที่ 28 หรือ “คอป28” ที่เมืองดูไบ เมื่อเดือนที่แล้ว

“มันยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายของคอป 28 ในการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนอีกสามเท่า แต่เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายดังกล่าว และรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ก็มีเครื่องมือที่จำเป็นต่อการปิดช่องว่างนั้น” นายฟาตีห์ บิรอล กรรมการบริหารของไออีเอ กล่าว

ทั้งนี้ บิรอล ระบุเสริมว่า ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับประชาคมระหว่างประเทศ คือ การเพิ่มเงินทุนอย่างรวดเร็ว และการใช้พลังงานหมุนเวียน ในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ของโลก ซึ่งความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายของการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3 เท่า จะขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

ด้านนายดีน คูเปอร์ ผู้นำด้านพลังงานระดับโลก จากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) กล่าวว่า การผลิตพลังงานหมุนเวียนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว “แต่มันยังเร็วไม่พอ”

“เราจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงภัยพิบัติทางสภาพอากาศ ขณะที่ยังคงมีการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้ที่ต้องการเห็นโลกที่น่าอยู่ ควรเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนคำพูดเป็นการกระทำ โดยเรียกร้องให้พวกเขาเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานอย่างเร่งด่วน” คูเปอร์ กล่าวทิ้งท้าย.

เครดิตภาพ : AFP