บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)  หรือ เอ็นที  ได้คณะกรรมการ (บอร์ด) ชุดใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมี “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เข้ามานั่งตำแหน่งประธาน บอร์ด เอ็นที คนใหม่!?!

โดยบอร์ด เอ็นที จะเข้ามากำหนดนโยบายและทิศทางของเอ็นที เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรนำไปปฏิบัติเพื่อนำพา ให้เป็น “องค์กรสื่อสารแห่งชาติ” สามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมได้

โดยเฉพาะในปี 68  ใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่จะหมดลง ทำให้รายได้จากพาร์ตเนอร์ “ค่ายมือถือ” จะหมดไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท ทำให้ เอ็นที ต้องเร่งหารายได้มาทดแทน!!

“ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” ประธานบอร์ดเอ็นที บอกว่า บอร์ดชุดใหม่ได้มอบนโยบายให้ฝ่ายบริหาร เร่งสร้างรายได้ให้องค์กร โดยเฉพาะรายได้ช่องทางใหม่ ซึ่งจากการที่บอร์ดเข้าไปดู พบว่า ปัจจุบันเอ็นที มีกระแสเงินสดอยู่ประมาณ 1 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันให้ผลตอบแทนมาเพียง 1% เท่านั้น  โดยการที่สำรองกระแสเงินสดไว้จำนวนมากเพื่อสำรองในกรณีคดีความฟ้องร้องในข้อพิพาทต่างๆ ที่หากแพ้คดีต้องจ่าย จึงได้ให้นโยบาย ช่องทางที่สามารถนำไปลงทุนโดยไม่ผิดระเบียบ หรือกฎหมายให้ได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 3% ในปีนี้  

ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์

นอกจากนี้ยังได้ให้เร่งปรับโครงสร้างองค์กรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว  เพื่อให้มีความคล่องตัวมากขึ้น อย่างเช่น ปัจจุบัน มีตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ มีจำนวนถึง 13 ตำแหน่ง ซึ่งบางสายงานมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ โดยจำนวนที่เหมาะสมควรมีไม่เกิน 9 ตำแหน่ง  ขณะที่การบริหารงานควรเน้นการเป็นเครื่องมือของรัฐ ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ  ด้วยการให้บริการหน่วยงานรัฐ ในราคาที่สมเหตุสมผล ไม่คิดค่าบริการที่แพงเกินไป

“เอ็นทีจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เปิดบริการอะไร แล้วจะคิดถึงกำไรหรือคุ้มทุนอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเป็นแขนขาในการให้บริการภาครัฐ ต้องมีราคาไม่แพงเกินไป และหากเป็นให้บริการเชิงพาณิชย์ ก็ต้องมีราคาแข่งขันกับเอกชนได้ โดยควรมีการรวมบริการต่างๆ นำเสนอพ่วงบริการให้กับลูกค้า เช่น อินเทอร์เน็ตบ้าน แถมโทรศัพท์บ้าน หรือ โทรฯมือถือ ฯลฯ”

สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรในปีนี้ จะแยกบางธุรกิจที่มีโอกาสในการสร้างรายได้ ออกมาเป็นบริษัทลูก เพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ ลดรายจ่าย และนำคนในเอ็นทีบางส่วนแยกออกมาอยู่ในบริษัทลูก และเอ็นทีจะเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี

ภาพ Pixabay.com

ประธาน บอร์ด เอ็นที บอกต่อว่า นอกจากนี้เรื่องที่ต้องการให้เร่งทำ คือ การหาแนวทางในการนำอสังหาริมทรัพย์ของเอ็นทีที่มีอยู่ว่า 2,400 ไร่ ทั่วประเทศ ทั้งที่ดินเปล่า ตึกอาคาร สำนักงานบริการลูกค้า ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 2 แสนล้านบาท มาหารายได้ โดยอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน ก็ต้องมีการนำมาปล่อยเช่าให้มากขึ้น  จากที่ปัจจุบันที่สร้างรายได้เพียงปีละไม่ถึง 1,000  ล้านบาท

“หากเอ็นที ไม่มีความถนัด ก็อาจจ้างที่ปรึกษาเข้ามาช่วยให้คำแนะนำ หรือดำเนินการให้เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเข้ามา ดีกว่าปล่อยไม่ได้ใช้งาน ซึ่งก็มีต้นทุนในการรักษาดูแลอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ด้วย เช่นเดียวกับการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งตนได้ติดต่อคนที่มีความเก่งและประสบการณ์ให้เข้ามาช่วยเป็นคณะทำงานในการปรับโครงสร้างองค์กรแล้ว”

ประธาน บอร์ด เอ็นที ได้บอกถึงคลื่นความถี่  700MHz  และ  26GHz  ที่ประมูลมาจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ว่า ในส่วนของคลื่น 700MHz นอกเหนือจากการให้บริการมือถือแล้ว ควรจะเน้นในการให้บริการไอโอที การเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น  บริการสมาร์ตมิเตอร์ ของไฟฟ้า ฯลฯ

สำหรับคลื่นความถี่ 26GHz   ทางเอ็นที ควรนำไปให้บริการกับกลุ่มโรงงาน โดยเฉพาะ ที่ผ่านมามีการเซ็น MOU กับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แล้ว ควรจะเข้าไปให้บริการกับโรงงานต่างๆ เป็นโรงงานอัจฉริยะ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีแต่การนำไปทำ ยูสเคส เท่านั้น นำมาใช้จริงยังน้อยอยู่ จึงต้องเร่งทำงานในส่วนนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้

ภาพ Pixabay.com

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องคลาวด์กลางภาครัฐ ก็เป็นเรื่องสำคัญของรัฐบาล จึงมีนโยบายให้เอ็นที ทำคลาวด์ แพลตฟอร์ม เมเนจเมนต์  หรือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการคลาวด์ ที่สามารถให้บริการกับหน่วยงานรัฐ และเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามา ร่วมให้บริการได้ภายใต้มาตรฐานและราคากลางที่กำหนด  เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถ โก คลาวด์ เฟิร์ส ได้ตามนโยายรัฐบาล

สุดท้าย ทางประธานบอร์ด เอ็นที ยังได้บอกถึงคดีพิพากกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีคดีฟ้องร้องอยู่ในชั้นศาล ทั้งที่เอ็นทีเป็นผู้ฟ้อง และที่เอ็นทีถูกฟ้องร้อง ว่า จะต้องมีการไปเจรจาประนีประนอมกับคู่กรณีเพื่อให้จบคดีความที่มีอยู่กว่า 100 คดีให้ลดลงมากที่สุด  โดยคดีที่ เอ็นทีฟ้องเอกชนมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท และคดีที่เอกชนฟ้องเอ็นทีมูลค่า 80,000-90,000 ล้านบาท

ทั้งหมดเป็นทิศทางที่บอร์ดเอ็นทีชุดใหม่ได้ให้นโยบายกับทางผู้บริหาร ในการที่เอ็นทีกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อให้องค์กรแห่งนี้เป็น “องค์กรสื่อสารแห่งชาติ” อย่างแท้จริง!!

จิราวัฒน์ จารุพันธ์