เกจวัดแรงดันมีกี่ประเภท
เกจวัดแรงดันมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับหลักการทำงาน วัสดุที่ใช้ หน้าปัดแสดงผล และการใช้งาน แต่โดยทั่วไปที่นิยมใช้กันจะมีอยู่ 5 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
1. เกจแบบเข็ม (Bourdon Tube Pressure Gauge)
เป็นเกจวัดแรงดันที่ใช้งานทั่วไป อาศัยหลักการยืดและหดของท่อบูร์ดอง (Bourdon Tube) เมื่อแรงดันภายในระบบเปลี่ยนแปลง หน้าปัดแสดงผลแบบเข็ม ข้อดี คือ ราคาถูกและติดตั้งง่าย เหมาะกับงานทั่วไปที่มีแรงดันไม่สูงมาก
2. เกจแบบไดอะแฟรม (Diaphragm Pressure Gauge)
เกจประเภทนี้จะใช้แผ่นไดอะแฟรม (Diaphragm) แยกส่วนที่สัมผัสกับของไหลออกจากกลไกภายใน เหมาะกับงานที่มีของไหลกัดกร่อน จุดเด่น คือ มีความแม่นยำสูงและทนทาน แต่จะราคาสูงกว่าแบบเข็ม
3. เกจแบบแคปซูล (Capsule Pressure Gauge)
เกจประเภทนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายแคปซูล ภายในบรรจุของเหลว โดยแรงดันจะเปลี่ยนรูปร่างของแคปซูล และแสดงผลบนหน้าปัดแบบเข็ม เหมาะกับงานที่มีแรงดันต่ำ จุดเด่น คือ มีความแม่นยำสูง
4. เกจแบบดิจิทัล (Digital Pressure Gauge)
เกจประเภทนี้จะแสดงผลเป็นตัวเลขบนหน้าจอ LCD ข้อดี คือ มีความแม่นยำสูง สามารถตั้งค่าหน่วยวัด บันทึกข้อมูล และเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ เรียกได้ว่าทันสมัยสุด ๆ แต่ข้อจำกัด คือ มีราคาสูง
5. เกจแบบพิเศษ
ออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทาง เช่น เกจวัดแรงดันในระบบไฮดรอลิก เกจวัดแรงดันลมยาง เกจวัดแรงดันน้ำ เป็นต้น
หลักการทำงานของเกจวัดแรงดัน
เกจแต่ละประเภทจะมีหลักการทำงานแตกต่างกันไป ดังนี้
เกจแบบเข็ม
- แรงดันของไหลจะดันท่อบูร์ดอง
- ท่อบูร์ดองจะยืดหรือหด
- กลไกภายในจะส่งกำลังไปยังเข็ม
- เข็มจะหมุนบนหน้าปัด
- แสดงค่าแรงดัน
เกจแบบไดอะแฟรม
- แรงดันของไหลจะดันแผ่นไดอะแฟรม
- แผ่นไดอะแฟรมจะส่งกำลังไปยังกลไกภายใน
- กลไกภายในจะส่งกำลังไปยังเข็ม
- เข็มจะหมุนบนหน้าปัด
- แสดงค่าแรงดัน
เกจแบบแคปซูล
- แรงดันของไหลจะเปลี่ยนรูปร่างของแคปซูล
- การเปลี่ยนรูปร่างจะส่งกำลังไปยังกลไกภายใน
- กลไกภายในจะส่งกำลังไปยังเข็ม
- เข็มจะหมุนบนหน้าปัด
- แสดงค่าแรงดัน
เกจแบบดิจิทัล
- แรงดันของไหลจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้า
- วงจรอิเล็กทรอนิกส์จะแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นตัวเลข
- ตัวเลขจะแสดงบนหน้าจอ LCD
เกจวัดแรงดัน ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการวัดค่าแรงดันในระบบต่าง ๆ การเลือกใช้เกจวัดแรงดันที่เหมาะสม จะช่วยให้การวัดค่าแรงดันแม่นยำ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ



