ที่มณฑลพิธีวัดศรีเจริญโพธิ์ทอง อ.เมือง จ.พิษณุโลก พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2 ประธานฝ่ายฆวาวาส พระธรรมวชิวดิลก วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์ ร่วมทำพิธีหล่อองค์พระพุทธศรีสรรเพชญ์มุนี ด้วยโลหะเงิน ขนาดหน้าตัก 32 นิ้ว ใช้โลหะเงินจำนวน 250 กิโลกรัม ซึ่งเป็นพระประธานองค์แรกของวัด ท่ามกลางประชาชนและญาติโยมจำนวนมากที่มาร่วมพิธีกันอย่างคึกคัก

สำหรับ ประวัติความเป็นมาของ “พระพุทธศรีสรรเพชญ์มุนี” นั้นมีอยู่ว่า พ.จ.อ.ธีรยุทธ ลอยสายออ จนท.พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ มีความศรัทธาต่อพระอาจารย์แสงเพชรและได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยน จึงทราบว่าพระอาจารญ์แสงเพชรท่านมีความสนใจในเศียรพระเช่นเดียวกันกับ พ.จ.อ.ธีรยุทธ จึงได้ขอความอนุเคราะห์จากพระอาจารย์แสงเพชร เพื่อส่ง จนท.มาช่วยสแกนเศียรพระใหญ่ หลังจากได้รับการอนุญาตจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครแล้ว และข้อมูลของเศียรพระใหญ่ พ.จ.อ.ธีรยุทธ ได้เก็บไว้เพื่อประกอบบรรยายที่พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ และข้อมูลเศียรพระใหญ่จากการสแกนและได้มอบไฟล์ให้พระอาจารย์แสงเพชร เพื่อใช้ประโยชน์ในพระศาสนาและเพื่อความศรัทราต่อเศียรพระใหญ่ ในด้านพระพุทธศาสนาต่อไป จากข้อมูลที่ได้รับเศียรพระองค์ใหญ่นี้ได้ถูกค้นพบจากวัดพระศรีสรรเพชญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันจัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร (ตามการให้ข้อมูลของภัณฑารักษ์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร) ซึ่งลักษณะข้างต้นคล้ายคลึงกับบุพพนิมิตของหลวงพ่อแสงเพชร ในระหว่างนั้นในปีพุทธศักราช 2564 หลวงพ่อแสงเพชร จึงได้เริ่มทำการบูรณะวิหารหลังเก่าตามที่ท่านได้ตั้งปณิธานไว้ในการสร้างวิหารพระปริตรจากไม้สักทอง สร้างจนแล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2565 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 28 ล้านบาทเศษดังที่ได้ตั้งปณิธานไว้ ซึ่งการหล่อพระประธานองค์พระพุทธศรีสรรเพชญ์มุนี จักได้เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญในพระวิหาร วัดศรีเจริญโพธิ์ทอง สืบไป

จากนั้นหลวงพ่อแสงเพชรได้พยายามค้นคว้าหาข้อมูลและสอบถามผู้รู้ว่า มีองค์พระโบราณหรือเศียรพระสมัยเก่า ได้เก็บรักษาอยู่ที่ไหนบ้าง ผู้มีความรู้เรื่องพระพุทธรูปโบราณได้มอบภาพถ่ายเศียรพระองค์ใหญ่ที่ทำการสืบค้น ได้มาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และหลวงพ่อแสงเพชรได้นำข้อมูลดังกล่าวไปสอบถาม พ.จ.อ.ธีรยุทธ และก็เป็นโยมที่มีความศรัทธาในหลวงพ่อแสงเพชร หลังจากนั้นเมื่อท่านทราบข้อมูลบางส่วนแล้ว หลวงพ่อแสงเพชรจึงได้ยกมือขึ้นประนมตั้งสัตยาธิษฐานหันหน้าไปทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเศียรพระองค์ใหญ่อีกครั้ง “หากเศียรพระองค์ใหญ่นั้นเป็นองค์เดียวกับที่จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานครจริง ขอให้ข้าพเจ้าทำการอันเป็นมงคลได้สำเร็จด้วยเทอญ เพื่อจะนำมาเป็นพระเศียร ต้นบุญต้นแบบในการหล่อเป็นองค์พระประธานของวัดศรีเจริญโพธิ์ทอง และขอให้องค์เทวดาที่เป็นองค์กำลังดูแลรักษาของเศียรพระพุทธรูปองค์นั้นจงดลบันดาลให้เกิดการอันเป็นมงคลและสำเร็จลุลวงด้วยดีเทอญ” หลังจากนั้น พ.จ.อ.ธีรยุทร ลอยสายออ จนท.พิพิธภัณฑ์ทหารเรือมีความศรัทธาต่อเศียรพระใหญ่อยู่แล้ว จากการศึกษาค้นคว้า และความชอบส่วนตัว จึงได้ทำหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์ข้อมูลเศียรพระใหญ่จากทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาประกอบการบรรยายให้ความรู้ในพิพิธภัณฑ์ทหารเรือ