เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นยุค “BANI World” ส่วนหนึ่งมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมกำลังคนรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมและมีความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญจำเป็นในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ให้อยู่รอดปลอดภัยจากสภาพแวดล้อมยุคดิจิทัลเช่นนี้ สอดรับกับที่นายกรัฐมนตรีได้แถลง วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทยภายใต้แนวคิด “IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” มุ่งพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ให้เป็นพลเมืองไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนรุ่นใหม่” ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต การพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนกลุ่มคนวัยสูงอายุ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) อยู่ในขณะนี้ ยิ่งเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา จำเป็นต้องมีนโยบาย แนวทางการบริหารและการจัดการศึกษาที่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน อีกทั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาครอบคลุม ทุกมิติทั้งด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพและสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก ยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมาขับเคลื่อนการดำเนินงานในลักษณะ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ทั้งด้านการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นการพัฒนาระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียนสามารถ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างรายได้และการประกอบอาชีพ ในอนาคต

เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาในประเด็นดังกล่าว ยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจของ สกศ. ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนในมิติของ “ความฉลาดทางดิจิทัล” ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญจำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยจาก ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 ด้านผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovative Co-creator) โดย สกศ. ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาผู้เรียนในมิติดังกล่าวผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือในการส่งเสริมครูอาจารย์เพื่อพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ การพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียนทุกช่วงวัย เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาครูในการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ครูได้ร่วมกิจกรรมต้นแบบที่จะเป็นตัวอย่างการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของครู และครูยังสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลแก่ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม จากการดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้ได้แนวทางการพัฒนาเครือข่าย 2 ความร่วมมือในการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับบริบทของ “ประเทศไทย” และข้อค้นพบสำคัญในการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน ตลอดจนเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาคการศึกษา ภาคสื่อ และผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (TMF) ผู้แทนจากสถานประกอบการ บริษัทเอกชนที่ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครู และแนวทางการต่อยอดเครือข่ายร่วมพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ได้ร่วมกับ I AM KRU. สังคม สร้างสรรค์ของคนสอน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมต้นแบบ การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียนทุกช่วงวัย หัวข้อ “ครูSMART ฉลาดใช้DIGITAL” มุ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับและประเภทการศึกษา ได้เข้ามาร่วมพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นเครือข่าย ความร่วมมือในภาคการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้แนวคิดหลักในการจัดกิจกรรม คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) และ “การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์” สอดคล้องตามกรอบความฉลาดทางดิจิทัล (DQ Digital Intelligence Framework) 3 ระดับ 8 ด้านหลัก ครอบคลุมการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) ควบคู่ไปกับความฉลาดทางปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่จะช่วยส่งเสริมให้ครูเกิดทักษะ ความฉลาดทางดิจิทัล มีความเข้าใจ มีภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สามารถจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลแก่ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม

เลขาธิการ สกศ. กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง คือ “การพัฒนา ทักษะความฉลาดทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล” ที่มีคุณสมบัติพร้อมทั้งด้านความฉลาดทางดิจิทัล ความรู้ ความสามารถ และความฉลาดทางอารมณ์ ในขณะเดียวกันทุกภาคส่วนต้องตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลโดยบูรณาการประสานความร่วมมือเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “การพัฒนาประชากรในประเทศให้มีความฉลาดทางดิจิทัล” สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาที่ตัวบุคคลแล้ว ยังก่อให้เกิดเครือข่ายการพัฒนาที่กว้างและครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย หากทุกภาคส่วนสามารถบูรณาการความร่วมมือได้อย่างแท้จริงทั้งด้านความรู้ ความสามารถ แนวความคิด กระบวนการทำงาน ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ย่อมส่งผลให้เกิดการสนับสนุน และส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลในมิติต่าง ๆ แก่ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงกลุ่ม “ผู้บริหาร ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่สามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ตลอดจนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ขยายผล ต่อยอดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางด้านดิจิทัลในมิติอื่นต่อไป