ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายค้านว่า เป็นการก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ตรงเป้า เพราะวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องการบริโภค แต่อยู่ที่ “ต้นทุนพลังงาน” ที่มีราคาแพง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่างๆ สูงขึ้น ข้าวของจำเป็นก็ขึ้นราคาตาม สุดท้ายประชาชนกลายเป็นผู้รับกรรม

รัฐบาลบอก ก็เงินที่แจกไปนั้นช่วยแล้วไง แก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ออกนโยบายย้อนแย้ง เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างหนักในขณะนี้ กับ “หลักเกณฑ์บัตรคนจน” หรือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใหม่ ที่หากบ้านไหนที่ลูกๆ เอาชื่อ พ่อ แม่ไปหักลดหย่อนภาษี พ่อ แม่ผู้นั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์ได้บัตรสวัสดิการทันที

ถูกเรียกว่าภาษีลูกอกตัญญู แต่จริงๆ แล้วรัฐบาลกำลังทำตัวเป็นลูกอกตัญญูเองหรือไม่ เพราะคลอดมาจากเสียงของประชาชน จนเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แต่เข้ามาแล้วกลับลุยแจกแบบพลัสๆ สร้างคะแนนนิยม ปากบอกเงินพอ งบประมาณพอ แต่วันนี้กระทรวงการคลังกลับมาบีบมาบี้หาเงินมาเติมถังที่กำลังจะแตก โดยนั่งคิดอยู่บนหอคอยงาช้าง ตัดสิทธิคนจนที่มีปากมีเสียงน้อยที่สุดนี่แหละ ง่ายดี !

บอกให้เลือกเอา “จะให้ลูกเลี้ยง หรือให้รัฐเลี้ยง” มองว่าลูกๆ ที่มีเอาพ่อ แม่ไปลดหย่อนภาษีได้ แปลว่ามีเงินเดือนเยอะ แต่ในความเป็นจริงคนไทยที่มีรายได้ก็ต้องยื่นภาษีต่อสรรพากร บางคนมีเงินเดือนคาบเส้น หรือเลยเส้นภาษีมาเล็กน้อย เอาว่า หักจากส่งเลี้ยงดูพ่อ แม่ ซึ่งก็ไม่ได้เยอะด้วยซ้ำ พอใช้แบบเดือนชนเดือน บางเดือนไม่พอ

ลองนึกภาพว่า 1 แบก 2 แบบพอกินบ้าง ไม่พอกินบ้าง ยิ่งสภาพข้าวยากหมากแพง บางเดือนลูกเงินเดือนไม่พอ ส่งน้อยลง ยังมีเงินสวัสดิการเติมให้บาง ผ่อนหนักเป็นเบา แต่ถึงคราวยื่นภาษี ใช้สิทธิลดหย่อน รัฐตัดสิทธิทันที นี่ก็คิดแบบเหมาๆ เอาไว้แล้วรอคนไปยื่นอุทธรณ์เอา

ล่าสุด “นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่าเรื่องนี้สะท้อนวิธีคิดแบบรัฐสงเคราะห์ที่ล้าหลัง มองประชาชนจากบนลงล่าง หลายครั้งนโยบายการคัดกรองอย่างเข้มข้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่เดือดร้อนจริงกลับตกหล่นจากระบบ เพราะไม่เข้าเงื่อนไขบางประการ คนจำนวนไม่น้อยต้องเสียเวลา เสียโอกาส เสียศักดิ์ศรีจากการถูกตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจนจริงหรือไม่

ปัญหาสำคัญคือรัฐบาลมองความยากจนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ทั้งที่ในความเป็นจริง ความยากจนเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้ไม่เติบโตตามเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะ และตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง คนจำนวนมากในวันนี้อาจไม่ใช่ “คนจนที่สุด” ตามนิยามของรัฐบาล แต่กำลังใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินออม ไม่มีหลักประกัน หากเกิดวิกฤตเพียงครั้งเดียวก็พร้อมจะตกลงสู่ความยากจนทันที คนกลุ่มนี้คือประชาชนที่รัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้รอความช่วยเหลือแบบไม่มีกำหนด

นโยบายที่ย้อนแย้งของรัฐบาลในเวลานี้กระแทกใจประชาชนเข้าอย่างจัง ภาพที่คนไปเข้าคิวธนาคารเป็นวันๆ กลับร้องไห้ออกมาเพราะลงทะเบียนแล้วไม่ได้ ขอถามหน่อยเถอะว่า ความยากลำบากเหล่านี้ได้เข้าไปกระแทกใจของรัฐบาลบ้างหรือยัง.