โดยเมื่อเรื่องแดงขึ้นมามีการตรวจค้นจับกุมแบบคาหนังคาเขา จนมีคำสั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น ออกจากตำแหน่งเป็นการชั่วคราวซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สั่งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงทันที

แน่นอนว่าเรื่องที่เกิดขึ้น “นายกหนู“ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แสดงท่าทีขึงขัง สั่งเอาผิดเด็ดขาด เพราะมีกลโกง “ฉาวโฉ่“แก้ไขไฟล์ข้อสอบ จนทำให้ต้อง “ล้มโต๊ะ” ยกเลิกผลสอบรอบวันที่ 1 ก.ค.69  แต่ตอนหลังก็ออกมากลับลำ บอกว่ายกเลิกแค่ผู้กระทำผิดเท่านั้นในรอบล่าสุดเท่านั้น ในการตรวจสอบกระดาษคำตอบกับผลคะแนนของผู้ที่ได้รับการบรรจุ 15,000 คน ซึ่งผลการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วและจะแถลงข่าวให้ประชาชนรับทราบต่อไป

โดย “มท.1 ” ระบุว่า ตอนรัฐบาลหนู 1 มีคนย่ามใจเยอะ ใครทําอะไรไว้ก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ละเรื่องที่ทําเป็นอาญาแผ่นดินทั้งนั้น อย่างที่บอกพวกชั่ว ขายชาติ เขาเตรียมการไว้หมดแล้ว หลักฐานต้องมัดตัวให้แน่น ให้โอกาสที่จะดิ้นรนไม่มี คิดว่าไม่น่าจะพ้นไปได้ เพราะที่ผ่านมาก็ไม่มีใครรอดสักราย จากนี้ไปถ้าใครคิดจะโกง ก็อยู่ไม่ได้แล้ว พลาดไปโดนใครก็คนนั้น และเท่าที่ทราบก็มีเยอะแล้ว มีทั้งเส้นการเงินเส้นการร่วมมือและผู้ร่วมกระบวนการต้องเพิ่มความเข้มข้น เพิ่มน้ําหนัก เพิ่มทีมงาน เพื่อเอาผิดกับขบวนการนี้ 

ด้าน “วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์“ รมช.มหาดไทย ย้ำว่า คืนวันที่ 6 ก.ค.จะรู้ผลสอบกระดาษคำตอบกับผลคะแนนของผู้ที่ได้รับการบรรจุ 15,000 คน หากพบว่าคะแนนใครผิดปกติจะดึงออก ซึ่งไม่ต้องมีการสอบใหม่ จะมีการเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมาแทนคนที่โดนดึงออก  โดยเป็นการตรวจสอบรอบบรรจุรอบล่าสุด ของวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนการสอบหลังจากวันที่ 1 ก.ค.ไปแล้วให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน 

ทว่ามีรายงานข่าวว่า พบว่ามีรายชื่อคะแนนผิดปกติที่มีการตรวจสอบอย่างรวดเร็วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ารายชื่อผู้สอบที่มีคะแนนผิดปกติ จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันยังมีรายงานข่าวอีกว่า  5 รายชื่อมีข้าราชการระดับ“บิ๊กสถ.” เกี่ยวข้องด้วยโดยปรากฏชื่อ  “อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น”และ “รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” รวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้ง 2 คนเป็นคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น 

ขณะเดียวกัน ยังมีข้าราชการผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวน 3 คน ทั้งระดับผู้อำนวยการกอง อักษารย่อ “พ.พาน“ ผู้เชี่ยวชาญ อักษรย่อ ”ป.ปลา“และผู้อำนวยการกลุ่ม อักษรย่อ “บ.ใบไม้” ที่รับผิดชอบงานตามสายงานตามลำดับขั้น รวม 5 คนด้วย โดย “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ “ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะลงนามตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพราะถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง  จากนั้นจะมีการดำเนินอาญาต่อไปหากพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงิน

จากนี้คงต้องจับตาตอนจบ “คดีฉาวโฉ่” เรื่องจะจบลงอย่างไร แม้ท่าทีของ “มท.1“ ขึงขังว่าต้องสืบสวนให้ถึงที่สุด และที่ผ่านมาก็มีการสั่งย้ายอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นไปช่วยราชการในกระทรวงมหาดไทยทันทีแล้ว แต่ผลการสอบจะออกมาแนวไหน จะถูกตัดตอนแค่ตรงไหน สามารถสอบสวนสาวไปถึงต้นตอได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากยิ่งสาวไปลึกมากเท่าไหร่อาจพบตัวการใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ระดับอธิบดีสถ.และรองอธิบดีสถ. หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป.