ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับปัญหาพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา หลังจากไทยยกเลิก MOU 44 แต่ฝ่ายเดียว นั้น เมื่อวันที่ 3 ก.ค.69 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตทูต โพสต์ว่าปัญหามันไม่ใช่แค่ประเทศจะเสียความน่าเชื่อถือหรือไม่แค่นั้น แต่เราอาจจะต้องเสียหนักกว่านั้นอีกมาก
ท่าน รมว.ต่างประเทศ บอกว่าการที่ไทยยกเลิก MOU 44 แต่ฝ่ายเดียว ไม่ทำให้ประเทศเสียหายในแง่ความน่าเชื่อถือ แต่คนที่เข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมรู้จักหลักการที่ในภาษาลาตินคือ pacta sunt servanda หรือ agreement must be kept ความตกลงจักต้องได้รับการเคารพปฏิบัติตาม ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่ง
อย่าว่าแต่ระดับประเทศเลย คนธรรมดาที่ไม่เคารพสัญญาหรือสัจจะที่ให้ไว้ จะเป็นคนเช่นไร? น่าเชื่อถือแค่ไหน?
จริงๆ แล้วถ้าเราอยากจะยกเลิก อย่างน้อยก็ควรเปิดเจรจากับฝ่ายกัมพูชาและขอยกเลิก ซึ่งกัมพูชาเขาก็คงไม่ขัดข้อง เพราะเขาคิดว่าเขาน่าจะมีความได้เปรียบในเวที UNCLOS นี้อยู่แล้ว
เพื่อพร้อมใจกันยกเลิก แต่ไม่ใช่เราไปฉีกความตกลงฝ่ายเดียว คือการไม่เคารพต่อพันธกรณีที่ให้ไว้นั่นเอง และข้ออ้างการยกเลิกที่รัฐบาลบอกแค่ว่าไม่มีความคืบหน้านั้น จริงๆแล้วมันจริงแค่ไหน ใครเป็นคนตัดสิน ใครที่เป็นต้นเหตุให้ล่าช้ากันแน่?
ทั้งนี้ ควรเข้าใจด้วยว่าความน่าเชื่อของเรานั้น มันไม่ได้อยู่ที่เราพูดเองเออเองได้ฝ่ายเดียว หากแต่อยู่ที่ประเทศอื่นๆเขาคิดเช่นไรเป็นสำคัญด้วย และไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลย

นอกจากนี้ รมว.ต่างประเทศ ยังอธิบายเพิ่มเติมอีกด้วยว่าขณะนี้ไทยมุ่งมั่นใช้กลไกการแก้ไขปัญหาในกรอบของกฏหมายระหว่างประเทศ (ซึ่งก็คือ UNCLOS นั่นแหละ) ที่มีหลายฝ่ายเคยออกมาเตือน รวมทั้งเคยมีการศึกษามาโดยนักกฏหมายทะเลระหว่างประเทศก่อนหน้าแล้วว่าไทยอาจเสียเปรียบ โดยเฉพาะเส้นอ้างสิทธิของไทยที่ประกาศตามพระบรมราชโองการ ปีพ.ศ. 2516 ที่อาจต้องกระทบอย่างมาก โดยอาจมีผลต่อทะเลอาณาเขตตลอดจนอธิปไตยของไทยด้วย
ซึ่งมันก็ดูงงๆ ย้อนแย้งในที เพราะก่อนหน้าไม่นาน รมว.ต่างประเทศ เคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยกับที่กัมพูชาใช้การบังคับประนอมของ UNCLOS (ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็น่าจะพอรู้อยู่ว่าผลของการบังคับประนอมของ UNCLOS จะเป็นเช่นไรบ้าง)
แต่มาวันนี้ รมว.ต่างประเทศ ก็กลับลำบอกว่าจะมุ่งมั่นใช้กลไกระหว่างประเทศแก้ปัญหานี้ ในวันที่เราไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว ไม่ไปก็ไม่ได้แล้ว ที่เป็นผลมาจากยกเลิก MOU 44 โดยไม่รอบคอบ ไม่เจรจาเตรียมหาทางเลือกอื่นไว้ก่อนด้วย
โดยขณะนี้ได้ตอบรับเข้ากระบวนบังคับประนอมของ UNCLOS ไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ แสดงถึงความไม่อยู่ในร่องกับรอย ความไม่มีหลักการและทิศทางนโยบายแน่ชัดแต่แรก การเอาเรื่องกระแสชาตินิยมมาเล่นจนไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่อาจตามมาต่อประเทศชาติโดยรวม
จริงๆ การทำให้ประเทศอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงเสียหาย นั้น ก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดในตัวมันเองอยู่แล้ว (นอกเหนือไปจากประเด็นความเสียหายในแง่ความน่าเชื่อถือของประเทศ) และที่สำคัญการที่ไทยมีหนังสือตอบรับเข้ากระบวนการบังคับประนอมของ UNCLOS ที่อาจกระทบต่ออธิปไตย และทรัพยากรในอ่าวไทย นั้น ตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน การกระทำในลักษณะนี้ควรต้องให้รัฐสภาเห็นชอบเสียก่อน ใช่หรือไม่? นี่เป็นการดำเนินการโดยพลการ ล่วงละเมิดอำนาจของสภาที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศหรือไม่?
ปล. ขอถือโอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์การสัมมนาเรื่องผลกระทบจากการยกเลิก MOU 44 ที่มีผุ้รู้ ตัวจริงเสียงจริง ที่จบมาโดยตรง ไม่ใช่แบบที่ชำนาญเรื่องอะไรไม่รู้ แต่พูดเรื่องกฏหมายทะเลระหว่างประเทศได้เป็นฉากๆ วันพุธที่ 8 ก.ค.นี้ ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ เวลา 09.00-12.00 น.



