เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ประสานมิตร ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมด้วย ผศ.ดร.ฤทธิชัย อ่อนมิ่ง รองอธิการบดี มศว ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง, ศ.ดร.ปรินทร์ ชัยวิสุทธางกูร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม และ ผศ.ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าว เปิดเผยความคืบหน้ากรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบแข่งขันบุคคลเข้ารับราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (สอบท้องถิ่น) ซึ่งเป็นโครงการที่สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ได้รับมอบอำนาจจากมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบเป็นปีแรก

ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ทางมหาวิทยาลัยรู้สึกตกใจและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยในวันแรกทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาขอข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ ที่ดูแลรับผิดชอบงานนี้ดำเนินการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการส่งมอบข้อมูลและเอกสารทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ในห้องมั่นคง (เซฟตี้รูม) และระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจนที่สุด ในส่วนของกระบวนการภายในมหาวิทยาลัย ตนได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาทันทีเพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งคณะกรรมการได้ทำงานเกือบทุกวันจนค้นพบข้อมูลเบื้องต้นว่ามีบางประเด็นที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริต ซึ่งรายละเอียดมีจำนวนมาก โดยทางมหาวิทยาลัยจะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้ กสทช. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงจะประสานงานร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อค้นหาข้อเท็จจริงและลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมาย เพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่คนในสังคมและผู้เข้าสอบที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทางด้าน ผศ.ดร.ฤทธิชัย อ่อนมิ่ง รองอธิการบดี มศว และประธานคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ได้แถลงรายละเอียดผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่า หลังจากที่มีการแถลงข่าวของนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยเมื่อวานนี้ (2 ก.ค.) เกี่ยวกับการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ในส่วนของ มศว คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงซึ่งมีกำหนดระยะเวลาดำเนินการ 7 วัน ขณะนี้ครบกำหนดแล้ว ได้ทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียด โดยเฉพาะกระดาษคำตอบตัวจริงและแฟลชไดรฟ์ที่เป็นข้อมูลต้นฉบับ ซึ่งในแง่การแสดงเจตนาบริสุทธิ์ มหาวิทยาลัยได้ส่งมอบหลักฐานตัวจริงทั้งหมดให้แก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรียบร้อยแล้ว การสอบสวนของมหาวิทยาลัยจึงอาศัยข้อมูลจากส่วนอื่นและคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารที่นำมามอบให้ โดยทำการสอบปากคำบุคคลหลัก ๆ ไปแล้ว 6 ราย และอยู่ระหว่างรอคิวเข้าสอบปากคำเพิ่มเติมอีก 3 ราย

ผศ.ดร.ฤทธิชัย ระบุต่อไปว่า ผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ “ส่วนที่ไม่พบความผิดปกติ” ได้แก่ กระบวนการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การจัดทำข้อสอบต้นฉบับ การเก็บรักษาข้อสอบและกระดาษคำตอบ ตลอดจนกระบวนการจัดส่งข้อสอบไปยังศูนย์สอบต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งยืนยันได้ว่ากระบวนการเหล่านี้มีความรัดกุมและ “ข้อสอบไม่รั่ว” อย่างแน่นอน

ส่วนที่สองคือ “ส่วนที่พบความผิดปกติหรือมีพฤติกรรมส่อไปในทางไม่สุจริต” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ 3 ประเด็น ประกอบด้วย ประเด็นที่หนึ่ง คณะกรรมการตรวจพบความเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกหลายราย ซึ่งบุคคลภายนอกดังกล่าวได้แสดงเจตนาอย่างชัดเจนที่จะเข้ามาดูแลในส่วนของการจัดทำและพิจารณารายการผลการสอบเอง โดยมีการแจ้งความประสงค์มายังสำนักทดสอบฯ ซึ่งเป็นผู้รับจ้าง

ประเด็นที่สอง เป็นกระบวนการเกี่ยวกับขั้นตอนการส่งและประกาศผลคะแนนสอบภาค ก. ภาค ข. และคะแนนวิชาภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความสำคัญในการคัดเลือกผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค. โดยในการส่งคะแนนนั้น สำนักทดสอบฯ จะจัดทำข้อมูลบรรจุในแฟลชไดรฟ์จำนวน 2 ชุด ชุดแรกส่งให้แก่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะผู้ว่าจ้าง และชุดที่สองมหาวิทยาลัยจะเก็บไว้เป็นข้อมูลสำรอง (Backup) โดยในแฟลชไดรฟ์ทั้งสองชุดจะมีการฝังลายมือชื่อดิจิทัล (Digital Signature) เอาไว้เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูล หากมีการเข้าไปแก้ไขไฟล์เมื่อใด ระบบจะบันทึกร่องรอยประวัติการแก้ไขให้เห็นทันที ซึ่งตามขั้นตอนปกติ สถ. จะนำรายชื่อผู้สอบผ่านไปพิจารณาแล้วส่งกลับมาให้มหาวิทยาลัยประทับตราก่อนที่ สถ. จะนำไปประกาศผลอย่างเป็นทางการ

และประเด็นที่สาม ซึ่งมีความสำคัญสูงสุด คือกระบวนการสอบภาค ค. ซึ่งเป็นการสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนบรรจุแต่งตั้ง โดยมีกระบวนการตรวจและส่งคะแนนลงในแฟลชไดรฟ์ 2 ชุดเช่นเดียวกัน และส่งให้ สถ. นำไปพิจารณาเพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในแต่ละตำแหน่ง แต่ละภาค และแต่ละเขต ซึ่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับมานั้นมีจำนวนเขตมากพอในระดับหนึ่งที่จะสรุปความเชื่อมโยงได้ แต่จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มพูนอีกเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความรอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ก่อนจะแถลงรายละเอียดเชิงลึกให้ทราบต่อไป

ขณะที่ ผศ.ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในตอนนี้คือการตรวจสอบการทำงานของสำนักทดสอบฯ ว่าดำเนินการถูกต้องตามขอบเขตอำนาจและข้อกำหนดในขอบเขตของงาน (TOR) หรือไม่ ข้อมูลเชิงลึกหลายอย่างมหาวิทยาลัยไม่สามารถเข้าถึงได้เกินกว่าขอบอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ แต่ได้ส่งมอบหลักฐานทั้งหมดให้หน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงอย่าง ป.ป.ช. แล้ว สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนซักถามเรื่องการเปรียบเทียบข้อมูลในระบบกลาง (Guide) ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลถูกแก้ไขหรือมีไฟล์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมนั้น

มหาวิทยาลัยยืนยันว่าแฟลชไดรฟ์ในส่วนของ มศว ไม่มีการแก้ไขอย่างแน่นอน แต่หากบุคคลอื่นหรือหน่วยงานภายนอกนำไปแก้ไข ระบบล็อกออนไลน์ของ Digital Signature จะแสดงประจักษ์พยานให้เห็นเองว่าเกิดการแก้ไขในจุดไหนและโดยใคร ซึ่ง ป.ป.ช. จะเป็นผู้กดตรวจสอบและเปรียบเทียบไฟล์ระหว่างชุดที่ สถ. ประกาศ กับชุดที่ มศว ถืออยู่ ว่าเป็นรายชื่อบุคคลเดียวกันหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace back) ได้ทั้งหมด เนื่องจากตาม TOR มีการระบุรายละเอียดขั้นตอนชัดเจน มีผู้สังเกตการณ์จากหลายฝ่าย และมีระบบกล้องวงจรปิดบันทึกภาพตลอด 24 ชั่วโมง โดยบทบาทของ มศว ในการจัดสอบจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อนำข้อสอบเข้าเก็บในห้องมั่นคงเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอื่น

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดี มศว ได้กล่าวถึงแนวทางในอนาคตและความรับผิดชอบของหน่วยงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องกลับมาทบทวนระบบการรับงานบริการวิชาการ โดยต่อไปจะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมากลั่นกรองและดูคิวงานในหลายมิติ ไม่ปล่อยให้ผู้อำนวยการสำนักทดสอบฯ ไปรับงานใหญ่ระดับประเทศโดยตรงแล้วมาขอมอบอำนาจเช่นนี้อีก แม้ว่าในตอนแรกทางผู้อำนวยการจะชี้แจงว่าต้องการบริการวิชาการและตั้งใจทำอย่างดีที่สุดเพราะเป็นครั้งแรกที่สำนักทดสอบฯ ได้รับงานใหญ่ขนาดนี้ก็ตาม ในฐานะผู้บริหารตนรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อกลุ่มผู้เข้าสอบที่ควรจะสอบได้แต่กลับต้องเสียสิทธิจากเหตุการณ์นี้ และยืนยันว่าจะดำเนินการสอบสวนวินัยควบคู่ไปกับพนักงานสอบสวนของรัฐ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด.