เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 7 ก.ค.ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ตามคำเชิญของ นางฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย 

โดยเมื่อเดินทางถึง นายกฯได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ก่อนมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมชมนิทรรศการ “Egyptian Ancient Civilization through the Art of Papyrus” ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยาวนานของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 

จากนั้น นายกฯเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย ก่อนร่วมพิธีตัดเค้กเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติ และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้แทนทางการทูตและผู้เข้าร่วมงาน 

โอกาสนี้ นายกฯได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตอียิปต์ฯ สำหรับสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งถ้อยคำแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทั้งนี้ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 74 ปี วันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมย้ำว่า ไทยและอียิปต์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพ ความไว้วางใจ และมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยอียิปต์เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาหรับและทวีปแอฟริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งสองประเทศให้คุณค่าและภาคภูมิใจร่วมกัน

นายกฯ ยังกล่าวถึงการเสด็จแทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียน (Grand Egyptian Museum) เมื่อเดือนพ.ย. 2568 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ต่างให้ความสำคัญร่วมกันต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมรดกอารยธรรม ส่วนในด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือระหว่างไทยและอียิปต์มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยได้ขยายการลงทุนในอียิปต์มากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อศักยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

นายกฯ ยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพไทย–อียิปต์ โดยอียิปต์เป็นจุดหมายสำคัญของนักศึกษาไทยมุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยประมาณ 3,600 คน ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกฯ กล่าวยืนยันว่า ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาผ่านข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย–แอฟริกา (Thailand–Africa Initiative) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอียิปต์ในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนที่สำคัญ พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลและประชาชนชาวอียิปต์ประสบแต่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนขอให้มิตรภาพระหว่างไทยกับอียิปต์ยังคงแน่นแฟ้นต่อไป.