นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการอภิปรายงบประมาณปี 2570 ว่าหากไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม มีความเสี่ยงสูงที่ปีหน้า รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณไม่ได้เลย ต้นตอปัญหา เมื่อรายจ่ายเท่ารายได้ แต่กฎหมายบังคับให้ต้องกู้เพิ่ม
นายจาตุรนต์อธิบายว่า งบประมาณของประเทศไทยมีรายจ่ายหลัก 3 รายการที่ไม่ใช่งบลงทุน คือ รายจ่ายประจำ เงินชำระคืนต้นเงินกู้ และเงินชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายทั้ง 3 รายการนี้ มีวงเงินเท่ากับรายได้ทั้งหมดของประเทศพอดี คือประมาณ 3 ล้านล้านบาท
ปัญหาคือ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดไว้ว่า งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณ และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินขาดดุล (เงินกู้) เมื่อรายได้พอดีกับรายจ่ายประจำ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นอีกก้อนใหญ่ เพื่อนำมาเป็นงบลงทุนให้ครบร้อยละ 20 ตามกฎหมาย ทำให้ปีนี้งบลงทุนทั้งหมดต้องกู้เพิ่มถึงราว 7.9 แสนล้านบาท ทั้งที่หากพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจจริง อาจไม่จำเป็นต้องกู้มากขนาดนั้น
สถานการณ์นี้ เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 หรือกว่า 8 ปีแล้ว และปัญหาจะรุนแรงขึ้นในปีหน้า เพราะรายจ่ายประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปีละกว่าแสนล้านบาท จากขนาดระบบราชการที่ใหญ่และภาระบำเหน็จบำนาญที่เพิ่มขึ้นตามอายุข้าราชการ ขณะที่รายได้จากภาษีเติบโตช้า เพราะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำต่อเนื่องกว่า 10 ปี
หากรายจ่ายประจำแซงรายได้เมื่อใด เงินกู้ที่ได้มาจะต้องถูกดึงไปใช้จ่ายประจำบางส่วน ทำให้งบลงทุนลดต่ำกว่าวงเงินกู้ ซึ่งขัดกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังทันที และจะทำให้ไม่สามารถจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณให้ถูกต้องตามกฎหมายได้เลย

ดังนั้น ตนจึงมีข้อเสนอทางออก 3 แนวทาง โดยย้ำว่าสองเรื่องแรกมีความสำคัญมากและต้องทำอย่างจริงจัง ได้แก่ 1.ลดรายจ่ายประจำ ซึ่งต้องกลับไปดูโครงสร้างขนาดของระบบราชการ เพราะเงินชำระหนี้และเงินชดใช้เงินคงคลังนั้นลดได้ยาก เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องจ่ายเต็มจำนวน
2.เพิ่มรายได้ จากการทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตเร็วขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ก่อนจะไปคิดเรื่องขยายฐานภาษีหรือปรับโครงสร้างภาษี เพราะในภาวะที่ธุรกิจจำนวนมากยังขาดทุนต่อเนื่อง การเร่งเก็บภาษีเพิ่มอาจซ้ำเติมปัญหา
ทั้งนี้ การเพิ่มรายได้ใหม่ต้องมาจากการสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง ไม่ใช่การใช้งบประมาณไปกระตุ้นการบริโภคแบบที่ผ่านมา โดยรัฐต้องเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI พัฒนาทักษะบุคลากรในภาคเกษตร ภาคแรงงาน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น Medical Hub และ Wellness ซึ่งจะเป็นฐานรายได้ที่ยั่งยืนกว่าการเก็บภาษีเพิ่มเพียงอย่างเดียว
3.ทบทวนกฎหมายและพระราชกำหนดด้านการเงินการคลัง ซึ่งเป็นเรื่องที่นายจาตุรนต์ระบุว่าอยากเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยชี้ว่าตอนที่มีการร่างพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังฯ เมื่อปี 2561 นั้น เจตนาเดิมน่าจะดี คือต้องการป้องกันไม่ให้รัฐบาลกู้เงินไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคแทนที่จะนำไปลงทุน จึงกำหนดสัดส่วนงบลงทุนขั้นต่ำไว้
แต่เมื่อสถานการณ์การคลังเปลี่ยนไป จนรายจ่ายประจำใกล้เคียงหรือมากกว่ารายได้ กฎเกณฑ์เดียวกันนี้กลับกลายเป็นตัวบังคับให้รัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมากโดยอัตโนมัติ โดยไม่สามารถใช้ดุลพินิจพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจจริงได้อีกต่อไป จึงถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังเป็นอุปสรรคต่อการบริหารการคลังอย่างไร และควรปรับปรุงส่วนใดบ้าง



