ฉีดยาคุม” เป็นหนึ่งในวิธีคุมกำเนิดสำหรับสาว ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาไม่แพง และมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากเลย เพียงแค่เข้าไปพบคุณหมอเพื่อทำการฉีดยาทุก 1 เดือน หรือทุก 3 เดือนเท่านั้น เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ไม่อยากคุมกำเนิดด้วยยาเม็ดคุมกำเนิด เพราะกลัวลืมกินยาจนทำให้ประสิทธิภาพลดลงได้ แล้วควรเลือกฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน หรือเลือกฉีดแบบ 3 เดือนดี ในบทความนี้ เราจะพาสาว ๆ ไปหาคำตอบเองค่ะ

ทำความรู้จักกับการฉีดยาคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิด คือ การฉีดยาฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ และปรับระบบสืบพันธ์ุในร่างกายของเพศหญิงให้ยากต่อการปฏิสนธิ ไม่ว่าจะเป็น เพิ่มการบีบตัวของท่อนำไข่และตัวมดลูก ทำให้โพรงมดลูกไม่พร้อมต่อการฝังตัว ปรับความเหนียวข้นของสารมูกบริเวณปากมดลูกให้หนืดขึ้นจนเชื้ออสุจิเคลื่อนตัวเข้าไปปฏิสนธิได้ยาก ลดระดับการทำงานและจำนวนต่อมผลิตสารคัดหลั่งในเยื่อบุโพรงมดลูก หรือลดการทำงานของถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum) ที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนให้พร้อมต่อการตั้งครรภ์ค่ะ

ชนิดของยาฉีดคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิด จะแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ  ได้แก่

  1. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม : ประกอบด้วยยา Estradiol cypionate 5 มิลลิกรัม และ Medroxyprogesterone acetate 25 มิลลิกรัม โดยจะฉีดทุก 1 เดือน และมีจุดเด่นตรงที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการมาของประจำเดือน จึงช่วยลดการกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ได้ แต่จะไม่เหมาะกับคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร เพราะจะทำให้น้ำนมแห้งได้ค่ะ
  2. ยาฉีดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินอย่างเดียว : ประกอบด้วยยา Medroxyprogesterone เพียงอย่างเดียว โดยจะฉีดทุก 3 เดือน มีข้อดีตรงที่มีระยะเวลาออกฤทธิ์นาน ไม่ต้องกลับมาฉีดซ้ำบ่อย ๆ  และไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำนม คุณแม่ที่ให้นมบุตรจึงสามารถใช้ได้ค่ะ

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิด

การฉีดยาคุมกำเนิด จะมีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.2% หรือ 1 ใน 500 คนค่ะ

แต่สำหรับสาว ๆ คนไหนที่อยากได้วิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมแทน เพราะจะมีโอกาสพลาดท้องอยู่ที่ 0.05% หรือ 1 ใน 2,000 คน ซึ่งเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มากกว่าการทำหมันชาย หรือทำหมันหญิงอีกค่ะ

สรุปแล้วควรเลือกฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน หรือ 3 เดือนดี?

เพื่อให้สาว ๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราจะพาไปเปรียบเทียบการฉีดยาคุมกำเนิดทั้งสองชนิดนี้แบบชัด ๆ ค่ะ

การฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน

  • ฉีดทุก 1 เดือน และภายใน 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีเวลาไปพบคุณหมอที่คลินิกในทุกเดือน
  • เป็นชนิดฮอร์โมนรวม (เอสโตรเจนและโปรเจสติน)
  • ไม่ส่งผลกระทบต่อการมีประจำเดือน จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่รู้สึกกังวลเรื่องการตั้งครรภ์เป็นพิเศษ
  • ฉีดที่บริเวณต้นแขน
  • ไม่เหมาะสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร เพราะจะทำให้น้ำนมน้อย หรือแห้ง
  • อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่าง ปวดศีรษะ หรือคัดตึงเต้านมได้
  • ราคา 350 บาทต่อ 1 ครั้ง

การฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 3 เดือน

  • ฉีดทุก 3 เดือน และภายใน 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน จึงเหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่มีเวลา ไม่สะดวกไปพบคุณหมอทุกเดือน
  • เป็นชนิดฮอร์โมนเดียว (โปรเจสติน)
  • ฉีดที่บริเวณสะโพก
  • สามารถทำให้ประจำเดือนไม่มาได้ แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพค่ะ
  • เหมาะสำหรับคุณแม่ให้นมบุตร เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำนม
  • อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่าง เลือดออกกะปริบกะปรอย และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้
  • ราคา 250 บาท ต่อ 1 ครั้ง

จะเห็นได้ว่า ยาฉีดคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน และแบบ 3 เดือน จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สาว ๆ สามารถเปรียบเทียบข้อดีของการฉีดคุมกำเนิดทั้งสองแบบ แล้วเลือกแบบที่เหมาะสมกับตัวเองดูได้เลย โดยให้ความสำคัญที่ความสะดวก และข้อกังวลใจของตัวเองเป็นหลักค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสาวๆ กังวลเรื่องการตั้งครรภ์ แนะนำให้ฉีดแบบ 1 เดือน เพราะไม่ส่งผลกระทบต่อการมีประจำเดือน แต่ถ้าสาวๆ ไม่สะดวกไปหาหมอทุกเดือน หรือเป็นคุณแม่ที่ให้นมบุตรอยู่ การฉีดยาคุมแบบ 3 เดือนก็จะเหมาะสมกว่าค่ะ

ฉีดยาคุมกำเนิดที่ไหนดี?

หลังจากที่สาว ๆ ได้คำตอบแล้วว่า จะเลือกฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 1 เดือน หรือแบบ 3 เดือนดี ก็ถึงเวลาที่จะเลือกสถานพยาบาลไปใช้บริการแล้ว สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ยังไม่รู้ว่าจะไปฉีดยาคุมกำเนิดที่ไหนดี เราขอแนะนำ happybirth clinic มีอยู่ 2 สาขา ได้แก่ รามคำแหง 26/1 และลาดกระบัง 54 สะดวก รวดเร็ว นัดหมายได้ง่าย พร้อมปรึกษาคุณหมอสำหรับการฉีดครั้งแรกได้เลย หากสาวๆ สนใจ สามารถจองคิวออนไลน์ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 081-442-9355 (ตามเวลาทำการคลินิก) และเฟสบุ๊กเพจ happybirth กับหมอชะเอม รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ