หนึ่งในเครื่องมือที่ “กลุ่มมิจฉาชีพ”ใช้ในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ ก็คือ “บัญชีม้า” ที่เป็นบัญชีธนาคารที่ถูกเปิดขึ้น เพื่อใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย โดยที่ผู้เปิดบัญชีจะถูกว่าจ้างให้ไปเปิดบัญชีกับ “สถาบันการเงิน” ซึ่งผู้ที่เปิดบัญชี หรือเจ้าของบัญชีไม่ได้เป็นผู้ใช้งานจริง!?!
แต่กลับเป็นมิจฉาชีพที่จะใช้ในการโอนเงินของเหยื่อที่ถูกหลอกออกไปเป็นทอดๆ เพื่อให้การติดตามเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้ยากขึ้น!!
การแก้ปัญหาหลอกลวงออนไลน์ สิ่งสำคัญก็คือ การสกัดการโอนเงินออกจากบัญชีผู้เสียหาย หรือผู้ถูกหลอกลวง แต่ในปัจจุบันยังต้องอาศัยเวลาในการแจ้งอายัด แม้จะมีศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center : AOC) หรือศูนย์ AOC 1441 แต่ก็ยังไม่สามารถอายัดบัญชีได้ทันทั้งหมด ภาครัฐจึงมีแนวคิดให้มีการเพิ่มกระบวนการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง Customer Due Diligence หรือ CDD โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง ธนาคารต้องตรวจสอบให้เคร่งครัดมากขึ้นก่อนอนุมัติเปิดบัญชี จะเริ่มภายในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งปัจจุบันบางธนาคารได้มีการดำเนินการแล้ว!!

เรื่องบัญชีม้าในไทยเป็นอย่างไรทำไมถึงปราบไม่หมด วันนี้มาหาคำตอบกับ “พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ” รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาฯ ปปง.) ที่ได้บอกถึงเรื่องปัญหาบัญชีม้าในประเทศไทยว่า ประเทศไทยมีประมาณ 66 ล้านคน มีบัญชีธนาคารประมาณ 130 ล้านบัญชี เป็นโมบายแบงก์กิ้งประมาณ 106 ล้านบัญชี ที่ผ่านมา ปปง. ตรวจพบเจอคนๆ หนึ่งมีบัญชีธนาคารถึง 50 บัญชี และเป็นบัญชีม้าทั้งหมด
“ด้วยเหตุที่เมื่อก่อนการทำธุรกิจของสถาบันการเงินในประเทศไทย ทางธนาคารต้องพยายามหาลูกค้ามาเปิดบัญชีให้ได้มากที่สุด ซึ่งขัดแย้งกับสากล ในต่างประเทศนั้น โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว การไปเปิดบัญชีธนาคาร บัญชีที่ 1 ที่ 2 และ 3 ธนาคารจะเปิดให้ แต่ยิ่งคุณมีบัญชีธนาคารมากเท่าไร ต้องชี้แจ้งเหตุผลและความจำเป็นว่า จะเปิดบัญชีเพื่อไปทำธุรกิจอะไร ที่จำเป็นต้องมีบัญชีธนาคารมากมาย และธนาคารจะต้องมีการขอเอกสารหลักฐานเพิ่ม และอีก 3-7 วัน ธนาคารจะตอบว่าให้เปิดบัญชีหรือไม่ แต่สำหรับประเทศไทย เพียงแค่ถือเงินไปหนึ่งพันบาทกับบัตรประชาชนเดินเข้าไปในธนาคาร ก็สามารถเปิดได้เลย”
รองเลขาฯ ปปง. บอกต่อว่า ปัญหาคือวันนี้ เราเจอพี่น้องประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด มีนายหน้าไปกวาดต้อนมาให้เปิดบัญชี โดยเสนอให้ค่าตอบแทน เมื่อเปิดแล้วกลุ่มนายหน้าก็เอาบัญชีไป แล้วเอาไปขายต่อ พอมีคดีเกิดขึ้น พี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร คนยากจน ที่ขายบัญชีไปแล้วก็ถูกดำเนินคดี แลกกับการได้เงินว่าจ้างเปิดบัญชีไปไม่กี่ร้อยบาท!!

นั่นคือ เรื่องที่ รองเลขาฯ ปปง. ฉายภาพให้เห็น ในวันที่แถลงผลการประชุม คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตามข้อสั่งการของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่ให้เร่ง “ปราบโจรออนไลน์ใน 30 วัน” โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ มีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นแกนหลัก!?!
โดยที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาบัญชีม้า ได้เร่งอายัดและตัดตอนการโอนเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงิน เร่งทำการตรวจสอบ เหตุต้องสงสัยทั้ง 19 ข้อ และทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัยระหว่างธนาคาร เพื่อระบุและทำการระงับบัญชีธนาคารไปแล้ว จำนวนกว่า 3 แสนบัญชี
ขณะที่ทาง ศูนย์ AOC 1441 ได้ระงับหรือปิดบัญชีไปแล้ว จำนวน 112,699 บัญชี ส่วนทาง สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการปิดบัญชีม้าไปแล้ว จำนวน 318,298 บัญชี
รวมแล้วปิดบัญชีม้าและต้องสงสัยไปแล้วว่า 7.3 แสนบัญชี!!
“วันนี้บัญชีม้าแพงขึ้น หลังจากกระทรวงดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันกวาดล้าง ซึ่งที่ผ่านมคนที่ไม่มีเงิน ต้องยอมขายบัญชีกิน อยาคตจะถูกดำเนินคดีหรือไม่ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันคาดว่าจะมีบัญชีม้าในระบบมากกว่า 1 ล้านบัญชี จากเดิมที่คาดว่าจะมีอยู่ 6-7 แสนบัญชีเท่านั้น ทุกวันนี้ภาครัฐ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็พยายามกวางล้าง จับกุมนายหน้า ที่เป็นส่วนสำคัญที่ไปดึงชาวบ้านมาเปิดบัญชี หลอกชาวบ้าน รวมถึงทางภาครัฐและสถาบันการเงินก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านรู้ ว่าการขายบัญชีม้า ผลลัพธ์จะเสียหายและเดือดร้อน”

“พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ” บอกต่อว่า ปัจจุบันราคาจ้างเปิดบัญชีม้า แบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ “ม้าขายขาด” และ “ม้าเลี้ยง” โดยม้าขายขาด ราคาบัญชีละ 1,000-1,500 บาท โดยรับเปิดบัญชี แล้วให้บัตร ATM และบัญชีกับผู้ว่าจ้างไปใช้เลย แต่วันนี้ข้อมูลจากการสืบสวน ราคาพุ่งไปเกิน 1 หมื่นบาทแล้ว !!!
ส่วน “ม้าเลี้ยง” พบว่า จะมีการพาคนไปเปิดบัญชี โดยลงทุนซื้อโทรศัพท์ให้ และขอซิมการ์ด เช่น ให้นาย ก. ไปเปิดบัญชี และเปิดซิม มีโมบายแบงก์กิ้ง และสแกนหน้าไว้ แล้วขายให้คนร้ายไปเลย เมื่อเวลามีปัญหา ก็จะใช้ให้นาย ก. สแกนหน้าให้ ส่วนเวลาธนาคารติดต่อมา ตำรวจมีคดี แล้วแจ้งไป นาย ก. ก็จะเป็นผู้ได้รับแจ้ง แล้วไปแสดงตัวตนที่ธนาคาร พวกนี้จะได้รับเงินจากคนร้ายมีค่าดูแลเป็นรายเดือน โดยได้รับเงินว่าจ้างไม่น้อยกว่า 3 หมื่นบาท และมีค่ารายเดือนไม่น้อยกว่า เดือนละ 5,000-10,000 บาท โดยมีหน้าที่สแกนหน้า แล้วโอนเงินตามคำสั่งของคนร้าย
“ทำให้บางคนมีบัญชีม้า 5 บัญชี มีรายได้เดือนละ 4-5 หมื่นบาทโดยไม่ต้องทำอะไร นอนอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้ ถึงเวลาก็ค่อยสแกนหน้า โอนเงิน ตามออร์ดอร์ ตรงนี้กำลังมีการตรวจสอบอยู่ ร่วมกับธนาคารว่า ใน 106 ล้านบัญชี โมบายแบงก์กิ้ง มีบุคคลที่มีการใช้โมบายแบงก์กิ้งจำนวนมากผิดปกติ โดยปกติแล้วโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง สามารถใช้บัญชีโมบายแบงก์กิ้งกี่บัญชีก็ได้ ถามว่ากรณีใครที่มีโทรศัพท์ใช้โมบายแบงก์กิ้งจำนวนมากกว่า 3-4 เครื่อง เหตุผลว่าทำไม? หากไม่ใช่บัญชีม้า ซึ่งเรากำลังตรวจสอบติดตามกลุ่มนี้อยู่ และหากพบว่าเป็นบัญชีม้าเลี้ยง ยินยอมให้คนร้ายเอาบัญชีไปใช้ ขั้นตอนสุดท้ายจะถูกดำเนินคดีด้วย”

รองเลขาฯ ปปง. ยืนยันว่า จะไม่มีการจำกัดจำนวนการเปิดบัญชีของแต่ละคนอย่างแน่นอน ใครที่มีความจำเป็นทางธุรกิจ ชี้แจงได้ก็เปิดบัญชีได้ตามปกติ แต่ถ้าเป็นเกษตรกร มีการเปิดบัญชีจำนวนมาก ก็ต้องชี้แจงให้ได้ว่าจะเปิดไปใช้ทำอะไร ให้ธนาคารได้รับทราบ
วิธีนี้ จะทำให้คนที่ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารและใช้โมบายแบงก์กิ้ง ไม่ได้การพิจารณาจากธนาคาร เป็นการคัดกรองเพื่อให้มีบัญชีในระบบน้อยลง เพราะทุกวันนี้ยังมีบัญชีม้าไหลเข้าสู่ระบบเรื่อยๆ ทำให้ปราบอย่างไรก็ไม่หมด !?!
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ทาง ปปง. พบเงินค้างในระบบอัปเดต ณ เดือน เม.ย. 67 มีอยู่ประมาณ 929 ล้านบาท ซึ่งเจ้าของบัญชีไม่มาชี้แจง หรือแสดงตน ซึ่งได้รับนโยบายจากนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดีอี ว่า เงินตรงนี้ถ้าเป็นเงินที่มิจฉาชีพได้มาจากการกระทำความผิด ทำอย่างไรจะนำเงินตรงนี้มาเยียวยาให้กับผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงไปได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูข้อกฎหมายอยู่
“ทุกวันนี้ ทางศูนย์ AOC จะส่งรายชื่อผู้กระทำความผิดที่ถูกกล่าวหามาให้ ปปง. ประกาศเพิ่ม โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะประกาศให้ได้เดือนละ 15,000 รายชื่อ เป็นเวลา 4 เดือน (มิ .ย.-ก.ย.) ให้ได้ 6 หมื่นรายชื่อ และอายัดบัญชีม้า หรือบัญชีที่ใช้กระทำความผิด ให้ได้ไม่น้อยกว่า 5 แสนบัญชี และเชื่อว่าจะมีเงินที่ตกค้างอยู่ในระบบใกล้ 1,000 ล้านบาท เมื่อผ่านไปถึงเดือน ก.ย.นี้

“วันนี้ปัญหาอยู่ที่ว่า จำนวน 3 แสนบัญชี เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นผู้เสียหายรายไหน ซึ่งตามกฎหมาย เงินจะสามารถคืนได้ก็ต่อเมื่อเป็นบุคคลที่เสียหาย ซึ่งพิสูจน์ได้จากบัญชีดังกล่าว คนไทยตกเป็นผู้เสียหายเยอะมาก แต่เงินที่ยึดมาได้จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1. ที่ศูนย์ AOC 1441 รับแจ้ง และทำการอายัดร่วมกับธนาคาร ซึ่งถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงได้ แต่ส่วนที่ 2 ที่ ปปง. ยึดอายัดไว้นั้น ต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งว่าเส้นทางเงินมาจากทางไหน บางส่วนมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บางส่วนมาจากเว็บพนันออนไลน์ แต่ทั้งหมดเป็นบัญชีม้าที่ร่วมกันอยู่ ซึ่งต้องมาทำการคัดแยก
ตอนนี้ ปปง. ได้มีการหารือกับทาง ปลัดกระทรวงดีอี ว่ามีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายอะไรบ้างเพื่อปรับให้เหมาะสม เพื่อดึงเงินตรงนี้มาเยียวยาให้กับผู้เสียหายได้ในระดับหนึ่ง
เพราะว่าแนวทางนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องรอติดตามดูกันต่อไป!!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



